๑) การพัฒนาตราสารที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนของอาเซียนหลายฉบับเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการตรากฎบัตร
อาเซียนในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ (มีผลใช้บังคับในปี พ.ศ. ๒๕๕๑) และตราสารต่าง ๆ ที่ได้ท�ำการแสดงรายชื่อไว้ ได้รับการพัฒนา
ตามเหตุผลและความจ�ำเป็นเฉพาะด้านตามแต่ละกรณี เช่น เพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันการก่อการร้าย หรือปัญหาการ
ค้ามนุษย์ โดยเป็นการพิจารณาแยกส่วนมิใช่ในองค์รวม เนื่องจากยังขาดหลักการหรือตราสารในด้านสิทธิมนุษยชนในภาพ
รวมที่จะเป็นจุดเกาะเกี่ยวเพื่อให้สามารถพิจารณาความเชื่อมโยงของแต่ละประเด็นหรือเอื้อให้มีการวางแผนอย่างเป็น
ระบบได้ นอกจากนัน้ ตราสารต่าง ๆ ทัง้ ๒๔ ฉบับเป็นตราสารทางการเมืองทีม่ ไิ ด้พฒ
ั นาบนหลักการสิทธิมนุษยชน (Human
rights-based approach) แต่ตั้งอยู่บนหลักความมั่นคง (Security) ของภูมิภาค อาทิ ปัญหาการก่อการ��้าย หรือหลักการ
ทางสังคมและเศรษฐกิจ เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อมและแรงงานข้ามชาติ เป็นต้น ซึ่งทิศทางนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลา
หลังจากที่กฎบัตรอาเซียนมีผลใช้บังคับแล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการตราปฏิญญาสิทธิมนุษยชนอาเซียนในปี พ.ศ.
๒๕๕๒ แล้ว
๒) เมื่อจ�ำแนกหมวดหมู่ของตราสารทั้ง ๒๔ ฉบับออกตามประเด็นที่ปรากฏในตราสารหลักด้านสิทธิมนุษยชน
ระหว่างประเทศ ๙ ฉบับ พบว่ามีหลายประเด็นที่อาเซียนยังมิได้พัฒนาตราสารร่วมกันในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะประเด็น
การขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ (Racial discrimination) สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (Civil & political
rights) การต่อต้านการทรมาน (Prevention of torture) และการป้องกันบุคคลจากการสูญหายโดยบังคับ (Enforced
disappearance) ซึ่งน่าจะมีสาเหตุหลักนอกเหนือจากประเด็นที่ว่ากลไกอาเซียนด้านสิทธิมนุษยชนเพิ่งมีการพัฒนาในปี
พ.ศ. ๒๕๕๒ อาจมาจากกรณีที่ว่าประเทศสมาชิกยังไม่สามารถสร้างฉันทามติร่วมกันในประเด็นต่าง ๆ ดังกล่าว
๓) ประเด็นที่มีการพัฒนาตราสารสิทธิมนุษยชน (ทางการเมือง) มากที่สุด คือ ประเด็นด้านเด็กและสตรี ซึ่ง
น่าจะเกิดจากสาเหตุสองประเด็น คือ ประเด็นด้านเด็กและสตรีถือเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวน้อยกว่าประเด็นอื่น และ
ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งสิบประเทศต่างได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาด้านสิทธิเด็ก (CRC) และสิทธิสตรี (CEDAW) และ
๔) ตราสารที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนที่ได้รวมรวมไว้หลายฉบับได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในด้านสถานะหรือ
เนื้อหา โดยบางฉบับได้กลายเป็นตราสารที่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย เช่น ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์
โดยเฉพาะในสตรีและเด็ก (ASEAN Declaration against Trafficking in Persons Particularly Women and
Children) ซึ่งได้มีการพัฒนามาเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการค้าม��ุษย์โดยเฉพาะสตรีและเด็ก (ACTIP) ซึ่งมีสถานะ
เป็นสนธิสัญญาที่ผลผูกพันทางกฎหมาย1 หรือได้มีการยกระดับจากการเป็นตราสารที่พัฒนาโดยองค์กรระดับรัฐมนตรี
มาเป็นตราสารระดับภูมิภาคที่รับรองโดยที่ประชุมผู้น�ำอาเซียน เช่น กรณีปฏิญญาว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อสตรี
และเด็กในอาเซียน ซึ่งรับรองโดยที่ประชุมผู้น�ำอาเซียนที่กรุงบันดาร์เสรีเบการ์วัน ในปี พ.ศ. ๒๕๕๖ มีที่มาจากปฏิญญา
อาเซียนว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อสตรีในภูมภิ าคอาเซียน (ASEAN Declaration on the Elimination of Violence
Against Women in the ASEAN Region) ซึง่ รับรองโดยทีป่ ระชุมรัฐมนตรีวา่ การกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน (AMM)
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นต้น
ส�ำหรับตราสารทางกฎหมายหรือที่เรียกในทางกฎหมายระหว่างประเทศว่า “สนธิสัญญา” หรือ Hard law
จากการตรวจสอบพบว่า อาเซียนได้มีการพัฒนาตราสารด้านสิทธิมนุษยชนของภูมิภาคเพื่อสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชน
1
แต่ยังไม่มีผลใช้บังคับเนื่องจากยังต้องรอการให้สัตยาบันโดยสมาชิกอาเซียน ๖ ประเทศ ตามข้อ ๒๙ (a) แห่งอนุสัญญา
ดังกล่าว
20
ส�ำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ