รัฐธรรมนูญในอดีต
รัฐธรรมนูญในอนาคต
• รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ บัญญัตเิ รือ่ งสิทธิเชิง
กระบวนการทัง้ สามแบบ ได้แก่ สิทธิในข้อมูลข่าวสาร สิทธิในการมี
ส่วนร่วม และสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุตธิ รรม ส�ำหรับกรณี
ทัว่ ๆ ไป ซึง่ รวมถึงการน�ำมาใช้กบั กรณีสงิ่ แวดล้อมด้วย ยกเว้น สอง
กรณีทบี่ ญ
ั ญัตไิ ว้สำ� หรับเรือ่ งสิง่ แวดล้อมเป็นการเฉพาะ คือ สิทธิใน
ข้อมูลข่าวสารและสิทธิมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในกระบวนการ
ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
• สิทธิของชุมชนในการฟ้องหน่วยงานรัฐหากไม่ด�ำเนินการในการ
คุ้มครองสิทธิชุมชนตามที่รัฐธรรมนูญก�ำหนด
• ควรบัญญัติเรื่องสิทธิเชิงกระบวนการส�ำหรับกรณีสิ่งแวดล้อม
เป็นการเฉพาะทัง้ สามเรือ่ ง ได้แก่ สิทธิในข้อมูลสิง่ แวดล้อม สิทธิ
มีสว่ นร่วมในการตัดสินใจเรือ่ งทีม่ ผี ลกระทบต่อสิง่ แวดล้อม และ
สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม
ผลการดำ�เนินงานปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙
• บัญญัติเรื่องหน้าที่ของประชาชนในการปกป้องสิ่งแวดล้อม
• บัญญัติเรื่องหน้าที่ของรัฐในการปกป้องสิ่งแวดล้อม โดยบัญญัติ
ไว้ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
• ควรบัญญัติเรื่องหน้าที่ของประชาชนและหน้าที่ของรัฐในการ
ปกป้องสิ่งแวดล้อมให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน้าที่ของรัฐ
ควรเขียนไว้ในลักษณะที่มีผลผูกพันที่มีบทลงโทษหากไม่ปฏิบัติ
ตาม
บทบาทขององค์กรสิทธิมนุษยชนและศาล
องค์การระหว่างประเทศระดับภูมภิ าคด้านสิทธิมนุษยชน เช่น ศาลสิทธิมนุษยชนระดับภูมภิ าค หรือคณะกรรมการ
สิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาคต่าง ๆ นั้น ถือว่ามีอิทธิพลต่อการพัฒนากฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนอยู่
มาก พบว่าในหลายกรณีสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองขึ้นใหม่ก็เกิดขึ้นจากแนวทางปฏิบัติของรัฐในระดับภูมิภาคก่อน
แล้วจึงได้รับการรับรองในระดับระหว่างประเทศตามมา อย่างไรก็ตาม หากจะน�ำบทบาทของศาลสิทธิมนุษยชนหรือคณะ
กรรมการสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาคมาปรับใช้กับศาลหรือ กสม. จะต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะอ�ำนาจ บริบท และ
โครงสร้างในการบริหารจัดการมีความแตกต่างกัน ประเทศไทยไม่ได้จัดตั้งศาลสิทธิมนุษยชนขึ้นเป็นการเฉพาะ ดังนั้น การ
ฟ้องร้องคดีทเี่ กีย่ วข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนจะต้องพิจารณาลักษณะของข้อพิพาทว่าตกอยูภ่ ายใต้เขตอ�ำนาจของศาลใด
ศาลที่พิจารณาคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยจึงแตกต่างกันไปตามแต่การน�ำเอากฎหมายที่ให้สิทธิ
่
ในการฟ้องร้องคดีหรือกฎหมายทีก่ ำ� หนดเขตอ�ำนาจศาลมาปรับใช้ในแต่ละกรณี ในเมือ่ ประเทศไทยไม่ได้มศี าลทีต่ ดั สินคดีหรือ บทที
๓
ข้อพิพาทเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนไว้เป็นการเฉพาะ ในอนาคตอาจต้องพิจารณาว่า กสม. ควรจะได้รับอ�ำนาจหน้าที่
ทีม่ ากกว่าในปัจจุบนั เกีย่ วกับการวินจิ ฉัยชีข้ าด/ระงับข้อพิพาทเกีย่ วกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเบือ้ งต้นได้จะเป็นการดีหรือไม่
หากพิจารณาความสัมพันธ์ต่อสิทธิมนุษยชนแล้ว อาจจ�ำแนกสิทธิในสิ่งแวดล้อมออกเป็น ๔ ระดับ ดังนี้
(๑) สิทธิในการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ท�ำลายสุขภาพ เป็นสิทธิในสิ่งแวดล้อมในความหมายแบบแคบ ไม่ใช่
สิทธิในสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มรูปแบบ เป็นการผสมผสานสิทธิมนุษยชนที่มีอยู่แล้ว เช่น สิทธิในชีวิต สิทธิในสุขภาพ เข้ามา
ช่วยคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เป็นสิทธิเชิงปัจเจกบุคคล (Individual Right) การอ้างสิทธิประเภทนี้ต่อรัฐ มักจะเป็นการอ้างสิทธิ
ในเชิงปฏิเสธ (Negative Rights) โดยผู้ทรงสิทธิจะเรียกร้องได้ต่อเมื่อถูกกระทบสิทธิให้อาจเสียหายหรือมีการท�ำให้เกิด
ความเสียหายต่อตนเอง โดยเรียกร้องให้รฐั คุม้ ครองจากการทีจ่ ะไม่ถกู กระท�ำความเสียหายจากการได้มชี วี ติ อยูใ่ นสิง่ แวดล้อม
ที่ไม่ท�ำลายสุขภาพเกินปกติ
(๒) สิทธิในสิง่ แวดล้อมทีเ่ หมาะสมต่อประชาชน เป็นสิทธิในเชิงบวก (Positive Right) รัฐจะต้องจัดให้มสี งิ่ แวดล้อม
ทีส่ ะอาด ปราศจากมลพิษตามมาตรฐานทีส่ งู ทีส่ ดุ เท่าทีร่ ฐั จะสามารถท�ำได้ โดยทีป่ ระชาชนไม่จำ� เป็นต้องได้รบั ความเสียหาย
จากการถูกกระทบสิทธิ เพียงแต่รฐั ไม่จดั ให้มสี งิ่ แวดล้อมทีส่ ะอาดตามมาตรฐานสูงทีส่ ดุ ก็ถอื ว่าประชาชนถูกกระทบสิทธิแล้ว และ
ประชาชนมีสทิ ธิเรียกให้รฐั คุม้ ครองสิทธิในสิ��่ แวดล้อมนีไ้ ด้ ดังนัน้ สิทธิในสิง่ แวดล้อมทีส่ ะอาดตามแนวทางนีจ้ งึ เป็นสิทธิเชิงกลุม่ หรือ
สิทธิรว่ มกันของประชาชน (Collective Right) อย่างไรก็ดี สิทธิในสิง่ แวดล้อมทีส่ ะอาดอันเป็นสิทธิในเชิงบวกนี้ ยังคงได้รบั การโต้แย้ง
จากประเทศพัฒนาแล้วว่าสิทธิดงั กล่าวนีไ้ ม่ใช่สทิ ธิมนุษยชน เพราะขาดองค์ประกอบความเป็นสากลของสิทธิมนุษยชน
รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
57
ประจำ�ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙