40
ขั ด ต่ อ มาตรา 17 (2) (3) เกี่ ย วกั บ สิ ท ธิ ใ นทางวั ฒ นธรรมของกลุ่ มชนพื้ นเมื อง
ดั้ ง เดิ ม (the right to culture) ซึ่ ง หากชนชาวพื้ น เมื อ งต้ อ งออกจากพื้ น ที่ ดั ง กล่ า วซึ่ ง ได้ อ ยู่ อ าศั ย มา เป็ น
ระยะเวลายาวนานย่อมกระทบถึ งการเปลี่ยนแปลงทางด้านอัตลั กษณ์แ ละวัฒนธรรมของกลุ่มชนชาวพื้น เมื อ ง
ต่อไป
ขัดต่อมาตรา 21 อันเป็นสิทธิเกี่ยวกับใช้สอย (use) การได้รับประโยชน์จากสิ ท ธิ
การใช้กับทรัพยากรธรรมชาติ (enjoy the right to free disposal of wealth and natural resources),
ขัดต่อมาตรา 22 อันเป็นสิทธิเกี่ยวกับการพั ฒนาเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
(the right to economic, social and cultural development)
ไม่ขัดต่อสิทธิในการมีชีวิตตาม Article 4 (the right to life) เนื่องจากไม่พบว่ า มี
ผู้เสียชีวิตจากเหตุดังกล่าว
โดยศาลกาหนดให้รัฐบาลเคนย่าต้องมีหน้าที่ปฏิบั ติตามกฎบั ตรว่าด้วยสิ ทธิมนุ ษ ยชน
และประชาชนแห่งแอฟริกาตามที่กาหนดไว้ ในมาตรา 1 ที่ระบุว่า “the State duty to take all legislative
and other measures necessary to give effect to the Charter” อันเป็นพันธกรณีตามกฎหมายระหว่ า ง
ประเทศที่เคนย่าต้องปฏิบัติตาม
1.5.4 คดีของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งอเมริก า (Inter-American Court of Human rights)
(1) คาพิพากษาที่ Series C. 284 ลงวันที่ 14 ตุลาคม 2014 คดีระหว่างชนพื้นเมือง
ดั้งเดิม Kuna และ Emberra กับรัฐบาลปานามา
ข้อเท็จจริง: ระหว่างปี ค.ศ. 1972 และ 1976 ได้มีการก่อสร้า งเขื่อ นผลิ ต ไฟฟ้ า
พลังน้าในภูมิภาค Alto Bayano ในประเทศปานามา ซึ่งพื้นที่สร้างเขื่อนส่วนหนึ่งเป็นถิ่นที่ อยู่ข องชนพื้น เมื อ ง
ดั้งเดิม รัฐบาลจึงได้เ สนอทางเลื อ กโดยก าหนดพื้น ที่บ ริเ วณหนึ่ ง ให้ แก่ ช นพื้น เมื องดั้ ง เดิ มที่ ไ ด้รั บผลกร ะทบ
โดยการออกรัฐกฤษฎีกา เลขที่ 156 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 1971 เพื่อกาหนดพื้นที่ให้แก่ชนชาว Kuna และชน
ชาว Emberra รวมถึงผู้ที่ไ ด้รั บผลกระทบที่ มิใ ช่ ชนพื้น เมื องดั้ ง เดิ ม ต่อมาเมื่อ วัน ที่ 12 มกราคม 1996 ได้ มี
กฎหมายประกาศให้พื้นที่ดัง กล่าวเป็นสาธารณสมบัติข องแผ่นดินที่ ประชาชนใช้ร่ว มกั น ส่งผลทาให้ชาว Kuna
และ Emberra ได้รับผลกระทบจากกฎหมายดังกล่าว เมื่อคดีมา��ึงศาลสิทธิมนุษยชนอเมริกา
คาวินิจฉัย: ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งอเมริ กาตั ดสิน ว่า รัฐบาลปานามาละเมิด ต่ อ สิ ท ธิ
ในทรัพย์สิน ตามมาตรา 21 แห่งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งอเมริ กา แต่ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 24
(equal protect of the law) และมาตรา 1(1) (การไม่ เ ลื อ กปฏิ บั ติ ) เนื่ อ งจากศาลเห็ น ว่ า กรณี นี้ ไ ม่ มี
พยานหลักฐานที่แสดงให้ศาลเห็น ว่า รัฐบาลปานามาได้กระทาการเลื อกปฏิบัติร ะหว่างชนพื้น เมื องดั้ง เดิ มและ
ชนชาวปานามา (non-indigenous peoples) ให้มีความแตกต่างกัน เพราะกฎหมายฉบับดังกล่าวบังคับ ใช้ แ ก่
ชนชาวปานามาด้วย