การจัดตัง้ ส�ำนักงานคดีคา้ มนุษย์ในส�ำนักงานอัยการสูงสุด และแผนกคดีคา้ มนุษย์ในศาลอาญา พร้อมกับออกข้อบังคับประธาน ศาลฎีกาว่าด้วยวิธกี ารด�ำเนินคดีคา้ มนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๙ เพือ่ ให้การด�ำเนินคดีทเี่ กีย่ วกับความผิดฐานค้ามนุษย์เป็นไปด้วยความรวดเร็ว สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ในขณะที่ กสม. ยังพบเหตุการณ์ทนี่ ำ� ผูเ้ สียหายจากการค้ามนุษย์ไปใช้หรือแสวงหาประโยชน์ คือ • การบังคับใช้แรงงาน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการประมง • การขายบริการทางเพศ โดยเฉพาะกรณีผู้หญิงต่างด้าวในสถานบริการต่าง ๆ • การบังคับเป็นขอทาน และการแสวงหาผลประโยชน์จากเด็กในรูปแบบ ช่วงเวลาหรือสถานที่ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือละเมิดสิทธิมนุษยชนในด้านอื่น ๆ จากสถานการณ์โดยรวมของปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทย จะเห็นได้วา่ ทุกภาคส่วนมีความพยายามในการแก้ไขปัญหา ทัง้ ในส่วนของการออกกฎหมาย มาตรการต่าง ๆ การเร่งรัดกระบวนการด�ำเนินการ โดยน�ำข้อเสนอแนะและข้อสังเกตต่าง ๆ ของคณะกรรมการประจ�ำตราสารระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนมาเป็นกรอบในการด�ำเนินงาน ท�ำให้สถานการณ์การค้ามนุษย์ ในประเทศไทยในปี ๒๕๕๙ มีความรุนแรงน้อยลง จนได้รบั การปรับเลือ่ นสถานะจาก Tier 3 (ปี ๒๕๕๘) มาเป็น Tier 2 Watch List (ปี ๒๕๕๙) รัฐบาลจึงควรด�ำเนินนโยบายและมาตรการต่าง ๆ อย่างต่อเนือ่ งและจริงจังเพือ่ แก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ให้มากยิง่ ขึน้ ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน องค์การสหประชาชาติได้ออกหลักการสหประชาชาติแนวทางปฏิบัติว่าด้วยการด�ำเนินธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UNGPs) (ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔) โดยเหตุที่สนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนมิได้กำ� หนดพันธะผูกพันทางกฎหมาย ต่อภาคธุรกิจไว้โดยตรง แต่ได้กำ� หนดให้รฐั เป็นผูร้ บั ผิดชอบ โดยการตรากฎหมายและบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศทีม่ บี ทบัญญัติ ให้บริษัทธุรกิจต้องเคารพต่อสิทธิมนุษยชน ซึง่ ในส่วนของประเทศไทย แม้ธรุ กิจจะได้ปฏิบตั ติ ามกฎหมายของแต่ละประเทศแล้ว แต่กฎหมายเหล่านัน้ ยังมีช่องว่างที่ไม่เป็นไปตามหลักการสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยมีผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน ที่ส�ำคัญ กล่าวคือ • ผลกระทบต่อแรงงาน แรงงานข้ามชาติ ชุมชน และกลุม่ เปราะบาง จนท�ำให้คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ออกค�ำประกาศแจ้งเตือน (ใบเหลือง) กับประเทศไทย หรือการที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา จัดอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ (Trafficking In Persons Report) ของไทย อยู่ในอันดับ Tier 3 • ผลกระทบต่อชุมชนและสิง่ แวดล้อมทีเ่ กิดขึน้ จากการประกอบกิจการเหมืองแร่ หรือโครงการพัฒนา หรือการลงทุน ขนาดใหญ่ ทัง้ ทีเ่ กิดขึน้ ในประเทศไทย และจากโครงการลงทุนหรือการพัฒนาทัง้ ของรัฐและเอกชนสัญชาติไทยในประเทศเพือ่ นบ้าน กสม. พบว่า รัฐได้มีมาตรการ/นโยบายหลายประการในการแก้ไขปัญหา ตลอดจนภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ หลายแห่งตื่นตัวและพยายามด�ำเนินธุรกิจที่เคารพสิทธิมนุษยชนมากยิ่งขึ้น โดยรัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรี (วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๙) ในการผลักดันให้ประเทศไทยมีมาตรการและแนวทางปฏิบัติอย่างจริงจัง ส่งเสริมให้เอกชนมีความรับผิดชอบต่อสังคมและ เคารพหลักพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนในการลงทุนทั้งที่เกิดในประเทศ รวมถึงการลงทุนสัญชาติไทยในต่างประเทศ ซึ่งเป็นไปตาม ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของ กสม. รวมถึงการก�ำกับการปฏิบัติงานตามยุทธศาสตร์การส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๕๘ - ๒๕๖๐) อย่างไรก็ดี ยังพบว่า มีการด�ำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมค่อนข้างน้อย นอกเหนือจากกรณีทมี่ ผี ลกระทบ ต่อผลประโยชน์ทางการค้าและการลงทุนอย่างรุนแรง กสม. จึงเสนอให้หน่วยงานของรัฐและเอกชนต้องด�ำเนินการอย่างจริงจังและ น�ำแนวทางการเฝ้าระวังโดยใช้กระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence : HRDD) มาปรับใช้ รายงานผลการประเมินสถานการณ์ 19 ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๕๙

اختر الفقرة المستهدفة3