สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ในปี ๒๕๕๙ เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพืน้ ทีจ่ งั หวัดชายแดนภาคใต้ จ�ำนวน ๘๐๗ เหตุการณ์ มีผเู้ สียชีวติ จ�ำนวน
๓๐๗ ราย และผูไ้ ด้รบั บาดเจ็บ ๖๒๘ ราย โดยมีจำ� นวนเพิม่ ขึน้ จากปี ๒๕๕๘ ซึง่ มีเหตุการณ์เกิดขึน้ ๖๗๔ เหตุการณ์ มีผเู้ สียชีวติ
๒๔๖ ราย และผูไ้ ด้รบั บาดเจ็บ ๕๔๔ ราย ในขณะที่ รัฐพยายามแก้ไขปัญหาด้วยแนวทางสันติวธิ ี ผ่านกระบวนการพูดคุยสันติสขุ
กับกลุม่ ทีเ่ กีย่ วข้องเมือ่ เดือนกันยายน ๒๕๕๙ โดยมีการจัดตัง้ พืน้ ทีป่ ลอดภัย (safety zone) เฉพาะในบางพืน้ ที่ และก�ำหนด
ข้อตกลงต่าง ๆ ร่วมกัน ทัง้ นี้ ยังพบสถานการณ์สำ� คัญ คือ
• การก่อเหตุการณ์ความไม่สงบอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การด�ำเนินการยังไม่เป็นรูปธรรมหรือมีความก้าวหน้า
ในการด�ำเนินการตามข้อตกลงจากการเจรจาแต่อย่างใด
• การร้องเรียนเกีย่ วกับการละเมิดสิทธิในกระบวนการยุตธิ รรม โดยส่วนใหญ่อา้ งว่าได้รบั ผลกระทบจากการบังคับ
ใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงในพื้นที่
กสม. พบว่า กลุม่ เด็กและสตรีโดยเฉพาะในกลุม่ ทีส่ ญ
ู เสียผูน้ ำ� ครอบครัวในเหตุการณ์ความไม่สงบ ยังคงได้รบั ผลกระทบ
ทัง้ ทางตรงและทางอ้อมอย่างเรือ้ รัง จึงมีขอ้ เสนอให้รฐั จัดท�ำแนวทางด�ำเนินการเยียวยา ทีเ่ หมาะสม และมีประสิทธิภาพต่อผูไ้ ด้รบั
ผลกระทบกลุม่ นี้ ทัง้ ทางร่างกาย และจิตใจ
สิทธิชุมชนด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ในปี ๒๕๕๙ รัฐพยายามทีจ่ ะด�ำเนินโครงการต่าง ๆ เพือ่ พัฒนาประเทศ ซึง่ ในหลายกรณียงั ขาดกระบวนการมีสว่ นร่วมของผูม้ ี
ส่วนได้สว่ นเสีย ขาดความเข้าใจในบริบทของชุมชน ตลอดจนขาดการค�ำนึงถึงผลกระทบด้านต่าง ๆ ทีอ่ าจเกิดขึน้ จึงส่งผลให้เกิดปัญหา
ความขัดแย้งระหว่างรัฐ กับประชาชนและชุมชน และท�ำให้เกิดความเหลือ่ มล�ำ้ ในสังคมมากยิง่ ขึน้ โดยมีสถานการณ์สำ� คัญ ๆ ได้แก่
• การบริหารจัดการพลังงาน รัฐบาลผลักดันให้มกี ารสร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหินในหลายจังหวัดเพือ่ สร้างความมั่นคง
ทางด้านพลังงาน อาทิ กระบี่ สงขลา (อ�ำเภอเทพา) อ่างทอง และชัยภูมิ โดยประชาชนและชุมชนในพื้นที่มีความกังวลถึง
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและยังมิได้มีส่วนร่วมอย่างจิงจัง จึงท�ำให้เกิดการคัดค้าน
• การบริหารจัดการเหมืองแร่ คณะรัฐมนตรีมมี ติกำ� หนดยุตกิ ารท�ำเหมืองทัว่ ประเทศ หลังจากวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๙
และได้ปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัตแิ ร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ ซึง่ ต่อมา กสม. ได้เสนอให้ถอนร่างพระราชบัญญัตแิ ร่ พ.ศ. …. และ
ขอให้รัฐพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างรอบคอบ
• การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินและป่าไม้ สืบเนื่องจากการใช้ค�ำสั่ง คสช. ที่ ๖๔/๒๕๕๗ และ
ที่ ๖๖/๒๕๕๗ นั้น กสม. เห็นว่าการด�ำเนินนโยบายพัฒนาต่าง ๆ ของรัฐ ยังมิได้ค�ำนึงหรือใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการ
ส่งเสริมและคุม้ ครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนและชุมชน นอกจากนี้ การด�ำเนินนโยบายพัฒนายังขาดความสอดคล้องหรือ
ขัดแย้งกับนโยบายอื่น ๆ รวมถึงแนวทางการพัฒนาซึ่งเป็นวาระของชาติ
• การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ มีผลกระทบต่อสิทธิของประชาชนอย่างน้อย ๒ ประการ คือ ค�ำสัง่ คสช. ที่ ๓/๒๕๕๙
และ ๔/๒๕๕๙ ซึง่ มีผลกระทบต่อสิทธิการมีสว่ นร่วมของประชาชน และสิทธิในการมีชวี ติ อยูใ่ นสภาพแวดล้อมทีด่ ี ทัง้ นี้ เนือ่ งจาก
กฎหมายว่าด้วยการผังเมืองและกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร เป็นกฎหมายทีม่ เี นือ้ หาและกระบวนการด�ำเนินการอยูภ่ ายใต้
หลักการคุม้ ครองสิทธิการมีสว่ นร่วมของประชาชนและการมีชวี ติ อยูใ่ นสภาพแวดล้อมทีด่ ี เมือ่ มีการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมาย
ทัง้ สองฉบับในพืน้ ทีจ่ ดั ท�ำโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ ท�ำให้ประชาชนในพืน้ ทีไ่ ด้รบั ความเสีย่ งจากผลกระทบต่าง ๆ
กสม. พบว่า การด�ำเนินโครงการต่าง ๆ ทั้งด้านการจัดการพลังงาน เหมืองแร่ ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดิน และป่าไม้
ตลอดจนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ยังไม่เป็นไปตามหลักการมีสว่ นร่วมของประชาชน ตัง้ แต่ขนั้ ตอน การให้ขอ้ มูล การรับฟัง
ความคิดเห็น และขาดการวางแผนหรือเตรียมความพร้อมในการเยียวยา หรือแก้ไขปัญหาให้แก่บคุ คล/ชุมชนทีไ่ ด้รบั ผลกระทบ
ดังนัน้ จึงเสนอให้หน่วยงานของรัฐทีเ่ กีย่ วข้องด�ำเนินการใด ๆ ทีเ่ ป็นการหลีกเลีย่ ง การป้องกัน และการแก้ไขปัญหาผลกระท���
ที่เกิดขึ้น โดยค�ำนึงถึงสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จัดตั้งโครงการเป็นส�ำคัญ
รายงานผลการประเมินสถานการณ์
20
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๕๙