ของรัฐภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage) การลดอัตราการถ่ายทอดเชือ้ เอชไอวีและซิฟลิ สิ จากมารดาสู่บุตรต�่ำกว่าร้อยละ ๒ การจัดตั้งคลินิกวัยรุ่นในโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขจ�ำนวน ๔๒๙ แห่ง และการลดอัตราการตัง้ ครรภ์ของกลุม่ วัยรุน่ ไทยอายุ ๑๕ - ๑๙ ปี (จากอัตรา ๔๓.๘ คนต่อประชากร ๑,๐๐๐ คนในวัยเดียวกัน) การด�ำเนินการเพือ่ จะคืนสิทธิผปู้ ระกันตนทีส่ นิ้ สภาพตามมาตรา ๔๑ (๔) และ (๕) ของพระราชบัญญัตปิ ระกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๗ ประมาณ ๙๓๐,๐๐๐ คน ทั้งนี้ กสม. ยังพบข้อท้าทายส�ำคัญ กล่าวคือ • ประชากรบางกลุม่ ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิดา้ นสุขภาพ และ/หรือหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อาทิ กลุม่ เด็กนักเรียน ไร้สัญชาติและไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร กลุ่มคนเปราะบาง กลุ่มคนด้อยโอกาส กลุ่มคนชายขอบ กลุ่มคนที่อาศัย ในเขตชนบท กลุ่มเด็กวัยรุ่น และกลุ่มผู้ใช้สารเสพติด • การจัดการลดความเหลื่อมล�้ำในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการพัฒนาคุณภาพของระบบสุขภาพที่มิได้ จ�ำกัดเพียงการให้บริการสาธารณสุข แต่ต้องค�ำนึงถึงปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพ สิทธิในการประกอบอาชีพและการท�ำงาน กติกา ICESCR ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตามได้ประกันสิทธิด้านแรงงาน ไว้ในข้อ ๖ - ๘ ได้แก่ (๑) สิทธิในการท�ำงาน (๒) สิทธิในการได้รับเงื่อนไขการท�ำงานที่เหมาะสมเป็นธรรม และ (๓) สิทธิที่จะก่อตั้งและ เข้าร่วมสหภาพแรงงาน และประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) จ�ำนวน ๑๔ ฉบับ โดยคณะกรรมการประจ�ำกติกา ICESCR แต่อย่างไรก็ตาม กสม. ยังพบข้อท้าทายต่อสถานการณ์ดา้ นสิทธิในการประกอบอาชีพ และการท�ำงานในประเทศไทย กล่าวคือ • สภาพการท�ำงานและหลักประกันสังคมของคนท�ำงานบางกลุม่ การใช้แรงงานบังคับ ค่าจ้างขัน้ ต�ำ่ ทีก่ ำ� หนดโดยรัฐ ไม่สามารถประกันให้แรงงานและครอบครัวมีสภาพการด�ำรงชีวิตอย่างเหมาะสมได้ และสิทธิด้านสหภาพแรงงาน • การแก้ไขปัญหาแรงงานประมง โดยการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ILO ฉบับที่ ๘๗ และ ๙๘ พร้อมกับการสร้าง เงื่อนไขในการเข้าถึงระบบประกันสังคมและกองทุนทดแทน ทั้งนี้ พบว่า รัฐบาลได้พยายามส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในการประกอบอาชีพและการท�ำงานของแรงงานทั้งใน และนอกระบบ ได้แก่ การให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ๒ ฉบับ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการงานที่มีคุณค่า (decent work) และ การสนับสนุนการน�ำมาตรฐานแรงงานไทย และแนวทางปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดีมาใช้ในสถานประกอบการ ๓. สถานการณ์สิทธิมนุษยชนกรณีเฉพาะ กสม. ได้พิจารณาสถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อประชาชนและประเทศในภาพรวม รวมถึงสถานการณ์ที่สังคม ให้ความสนใจต่อการแก้ไขปัญหาของรัฐ โดยใน ปี ๒๕๕๙ ประกอบด้วย สถานการณ์ในกรณีเฉพาะ ๔ ประเด็น สรุปได้ดังนี้ สถานการณ์การค้ามนุษย์ รัฐบาลได้ให้ความส�ำคัญและตระหนักถึงการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ โดยด�ำเนินการแก้ไขปัญหาทัง้ ในเชิงกฎหมาย นโยบาย ตลอดจนด�ำเนินการเชิงรุก โดยแก้ไขเพิม่ เติมพระราชบัญญัตวิ า่ ด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ในมาตรา ๖ และมาตรา ๙ ให้สอดรับกับพิธสี ารเพือ่ ป้องกัน ปราบปรามและลงโทษการค้ามนุษย์โดยเฉพาะสตรีแ��ะเด็ก เสริมอนุสญั ญา สหประชาชาติเพือ่ ต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ (Protocol to Prevent, Suppress and Punish Trafficking in Persons, Especially Women and Children, supplementing the United Nations Convention against Transnational Organized Crime : UNTOC) ทีป่ ระเทศไทยเป็นภาคี การปรับแก้ความหมายของค�ำว่าเหยือ่ การค้ามนุษย์ในส่วนของการค้าประเวณี ให้รวมถึง กรณีทผี่ กู้ ระท�ำการค้าประเวณีได้กระท�ำด้วยความยินยอมหรือสมัครใจ การปรับแก้กฎหมายอืน่ ๆ ทีเ่ กีย่ วข้องกับการบังคับใช้ แรงงานในภาคอุตสาหกรรมการประมงและอาหารทะเล รวมถึงการประกาศใช้พระราชบัญญัตคิ วบคุมการขอทาน พ.ศ. ๒๕๕๙ รายงานผลการประเมินสถานการณ์ 18 ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๕๙

اختر الفقرة المستهدفة3