กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
๑ สิงหาคม ๒๕๕๑ ต่อมา เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ กระทรวงสาธารณสุขได้มีหนังสือเวียน เกี่ยวกับ
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรือ่ ง การแต่งกายของเจ้าหน้าทีป่ ฏิบตั งิ านด้านสาธารณสุข ๓ ฉบับ ได้แก่ ๑) ประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การแต่งกายของแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร พ.ศ. ๒๕๔๒ ๒) ประกาศกระทรวง
สาธารณสุข เรื่อง การแต่งกายของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานด้านการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ และ
๓) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การแต่งกายของพนักงานผู้ช่วยกายภาพบ�ำบัด พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้หน่วยงาน
ต่าง ๆ ทีส่ ังกัดกระทรวงสาธารณสุขปฏิบตั ิตามระเบียบว่าด้วยการแต่งกายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะกรณี
ผูน้ บั ถือศาสนาอิสลามทีอ่ นุญาตให้แต่งเครือ่ งแบบตามประกาศของกระทรวงฯ และให้ใช้ผา้ คลุมฮิญาบ ตามระเบียบ
ของกระทรวงฯ จึงเป็นกรณีที่ได้รับการพิจารณาแก้ไขโดยหน่วยงานที่มีอ�ำนาจหน้าที่แล้ว จึงเห็นควรให้ยุติเรื่อง
(รายงานผลการพิจารณา ที่ ๙๒๒/๒๕๕๘)
๖
ค�ำร้องที่ ๕๔๔/๒๕๕๒ และ ๓๕/๒๕๕๗: กรณีบริษทั เอกชนไม่รบั ผูต้ ดิ เชือ้ เอชไอวีเข้าท�ำงาน
ผู้ร้องอ้างว่า ได้สมัครเข้าท�ำงานในบริษัท ท. ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกรายใหญ่แห่งหนึ่งในต�ำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการ
ร้านขายปลีกในห้างสรรพสินค้า โดยสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์ ต่อมา บริษัทได้ส่งไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล
ผลปรากฏว่าผู้ร้องติดเชื้อเอชไอวี (ผู้ร้องทราบอยู่แล้ว) บริษัทจึงไม่รับผู้ร้องเข้าท�ำงาน ผู้ร้องเห็นว่าเป็นการกีดกัน
การเข้าท�ำงานโดยน�ำเรื่องสุขภาพเป็นข้ออ้าง ซึ่งการติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้ส่งผลต่อคนรอบข้าง และไม่ได้ก่ออันตราย
ต่อผูอ้ นื่ ผูร้ อ้ งสามารถท�ำงานได้เหมือนบุคคลทัว่ ไป ผูร้ อ้ งเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิในการประกอบอาชีพ และเลือก
ปฏิบัติด้วยเหตุแห่งสุขภาพ จึงขอให้ตรวจสอบ
จากรายงานผลการพิจารณา ที่ ๓๐๘-๓๐๙/๒๕๕๘ พบว่า บริษัท ท. มีหนังสือชี้แจงว่า เป็นบริษัทจ�ำหน่าย
สินค้าอุปโภคบริโภค และการบริการลูกค้า โดยบริษัทได้รับการรับรองตามหลักมาตรฐานอาหารปลอดภัย จาก
กระทรวงสาธารณสุข ซึง่ ในการปฏิบตั หิ น้าทีพ่ นักงานมีความจ�ำเป็นต้องสัมผัสอาหารโดยตรง จึงอาจเป็นการเสีย่ งต่อ
ผูบ้ ริโภค บริษทั จึงมีแนวปฏิบตั ติ อ้ งตรวจหาเชือ้ เอชไอวีสำ� หรับพนักงานทีผ่ า่ นการสัมภาษณ์กอ่ นเริม่ ปฏิบตั งิ านทุกคน
โดยไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ เพื่อรักษาหลักมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารที่ได้รับรองจากกระทรวงสาธ���รณสุข
ซึ่งแนวทางปฏิบัติที่ก�ำหนดให้ตรวจร่างกายก่อนเข้าท�ำสัญญาจ้างนั้นสอดคล้องกับแนวปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ
ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓๖ ข. (๒) และกฎ ก.พ.ว่าด้วยโรค พ.ศ. ๒๕๕๓ โดยบริษัทมีจุด
มุ่งหมายเพื่อความปลอดภัยในคุณภาพและชีวิตของพนักงาน ตลอดจนของลูกค้าผู้ใช้บริการด้วย
นอกจากนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในการประชุมด้านการคุม้ ครองสิทธิมนุษยชน มีมติ (ค�ำร้อง
๓๕/๒๕๕๗) ให้ตรวจสอบกรณีบริษัท ซ. ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งมีนโยบายให้พนักงานตรวจเชื้อ
เอชไอวี เป็นเงือ่ นไขในการเข้าท�ำงาน และปฏิเสธรับบุคคลเข้าท�ำงานหลังจากตรวจร่างกายแล้วพบว่ามีเชือ้ เอชไอวี
เช่นกัน โดยฝ่ายบุคคลของบริษัท ซ. เรียกผู้ร้องไปพบและแจ้งว่าไม่มีนโยบายรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีเข้าท�ำงาน และให้
ผู้ร้องลงชื่อในใบลาออก ซึ่งผู้ร้องเห็นว่าการกระท�ำดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมโดยการบังคับให้
ตรวจเชื้อเอชไอวี และใช้เป็นเงื่อนไขในการรับเข้าท�ำงาน จึงขอให้ตรวจสอบ
43