จังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ซึ่งมีกําหนดบทบาทและอํานาจหน้าที่ตามกฎหมาย
ของมาตรา 26 พระราชกําหนดการประมง พ.ศ.2558และพระราชกําหนดการประมง(ฉบับที่
2) พ.ศ. 2560 (ฉบับแก้ไข) และควรมีการเร่งรัดดําเนินการตามแนวทางเบื้องต้น ดังนี้
1) กํ า หนดให้ มี ก ารวิ จั ย เพื่ อ ศึ ก ษาระบบนิ เ วศที่ เ ป็ น จะกํ า หนดเขตต่ า ง ๆ
เนื่องจากอ่าวปัตตานีในแต่ละพื้นที่มีศักยภาพแตกต่างกันทั้งด้านพื้นที่ ความลึก ตื้น กระแสน้ํา
ร่องทราย สภาพพื้น ดิน ใต้ทะเลและระดับความเค็ม เป็น ต้น ดังนั้นการเลี้ยงสัต ว์น้ําจึงต้อ ง
คํานึงถึงการเลี้ยงสัตว์ การปล่อยพันธุ์สัตว์หรือการอนุรักษ์สัตว์น้ําแต่ละประเภทให้เหมาะสมกับ
สภาพพื้นที่ โดยสถาบันการศึกษาในพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องร่วมกับประชาชน
และชาวประมงรอบอ่าวเป็นผู้ร่วมศึกษาวิจัย
2) กําหนดเขตการใช้พื้นที่ทั้งเขตอนุรักษ์ เขตอนุบาล เขตเพาะเลี้ยงสัตว์แต่ละ
ประเภท ให้ครอบคลุมความต้องการและไม่ละเมิดสิทธิในการใช้พื้นที่ของคนในชุมชน
3) กําหนดเงื่อนไข คุณสมบัติของผู้จะขอใช้พื้นที่ตามที่กําหนดโดยชุมชนมีส่วน
ร่วมเสนอความต้องการและกําหนดให้มีการลงทะเบียนและบังคับใช้เขตพื้นที่จัดสรรอย่าง
เคร่งครัด โดยยึดถือหลักในการไม่ทําลายทรัพยากรธรรมชาติเป็นสําคัญ
2. ด้านการเสริมสร้างจิตสํานึก/ความรู้ด้านกฎหมายและหลักสิทธิชุมชน
ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งข้าราชการของหน่วยงานภาครัฐ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
ชาวประมงพื้นบ้าน ชาวบ้านรอบอ่าว เยาวชนทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ควรได้รับการถ่ายทอด
อบรม ปลูกฝังให้มีความรู้และจิตสํานึกที่ตรงกันและร่วมมือกันดําเนินการตามหลักสิทธิชุมชนใน
ทิศทางที่สอดคล้องกัน รวมถึงสามารถบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติรอบอ่าวปัตตานีใน
รูปแบบเครือข่ายความร่วมมือได้มากยิ่งขึ้น
จากการศึกษาพบว่าควรให้สถาบันการศึกษาและสถาบันศาสนาในพื้นที่มีบทบาทในการ
สร้างจิตสํานึกและให้ความรู้แก่เยาวชนในพื้นที่ในการเคารพกฎหมาย และให้มีตระหนักถึง
ผลกระทบในระยะยาวและระยะสั้นที่จะเกิดขึ้นจากการละเมิดกฎหมายและการใช้เครื่องมือทํา
การประมงทําลายล้าง เช่น วิธีการใช้สื่อวิทยุที่เป็นภาษามลายูเผยแพร่ในโรงเรียนตาดีกาหรือให้
ผู้นําศาสนาประกาศประชาสัมพันธ์ผ่านเสียงตามสายในมัสยิด หรือการรณรงค์ให้ผู้นําส่งเสริม
ให้สมาชิกในชุมชนของตนทําตามหลักกฎหมาย ส่งเสริมให้เยาวชนผลิตสื่อ หรือทํากิจกรรมเพื่อ
69