หญ้ามากขึ้นจากสถานการณ์ลดรอบหมุนและเป็น ประเด็นร่วมสาคัญของชุมชนกรณีศึกษาในงานชิ้นนี้ (ยกเว้นชุมชนบ้านแม่ขี้มูกน้อย) โดยจะเห็นว่าแต่ละชุมชนมีการปรับลดรอบหมุนลงอย่างต่อเนื่องแม้ใน ยุ คปั จ จุ บั น คนในชุมชนสะท้อนถึงแรงกดดันส าคัญจากกฎหมายด้านทรัพยากรที่บัง คับใช้ใ นพื้ น ที่ ประกอบกับประเด็นด้านสิทธิชุมชนหรื อ วัฒนธรรมพิเศษทางชาติพันธุ์ ยังไม่ถูกรับรองและคุ้มครองใน ระดับของกฎหมายที่ชัดเจน รวมทั้งนโยบายรัฐในช่วงสามปีที่ผ่านมายังส่งผลกระทบซ้าทับ ซึ่งเป็นตัว บ่งชี้แนวโน้มของวิกฤตความสมดุลของระบบนิเวศในพื้นที่ รูปแบบการทามาหากินของคนในชุมชนและ การเปลี่ยนแปลงในวิถีชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ชุมชนกะเหรี่ยงที่ยังคงเกี่ยวข้องกับการทาไร่หมุนเวียนในแต่ละลักษณะ ทั้งชุมชนที่ยังคงทาไร่ หมุ น เวี ย นเป็ น วิ ถี ชี วิ ต หลั ก ที่ ใ กล้ เ คี ย งกั บ ในอดี ต หรื อ ยั ง ไม่ เ ปลี่ ย นแปลงไปจากวิ ถี ป กติ ชุ ม ชนที่ ไร่หมุนเวียนไม่ได้เป็นวิถีชีวิตหลัก ซึ่งไม่หลงเหลือพื้นที่ไร่หมุนเวียนและเริ่มลดพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึง ชุมชนที่ปรับเปลี่ยนและปรับตัวในลักษณะผสมผสาน สู่การจัดการพื้นที่การใช้ประโยชน์ใหม่เพื่อเพิ่ม พื้นที่นาข้าวพืชเศรษฐกิจอื่นๆ โดยกลุ่มนี้มีทั้งชุมชนที่ยังมีพื้นที่ไร่หมุนเวียนเป็นหลักในการตอบสนอง เรื่องข้าวเพื่อยังชีพในครอบครัว แต่เริ่มมีแนวโน้มที่จะปรับไปสู่การพืชเชิงเดี่ยวมากขึ้น และยังพบกลุ่มที่ หันกลับไปทาไร่ในแปลงไร่หมุนเวียนเดิมที่ยุคหนึ่งเคยถูกปล่อยทิ้งไม่ทาประโยชน์และยังมีกรณีชุมชนที่ ปัจจุบันเริ่มมีการปรับลดพื้นที่พืชเชิงเดี่ยวลงและมีแนวคิดฟื้นฟูระบบไร่หมุน เวียนของตัวเองกลับมา ลักษณะการปรับตัวภายในชุมชนที่สาคัญ เห็นได้จากการพัฒนากลไก เครื่องมือการดูแลจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติของตัวเอง เพื่อสร้างการยอมรับในระดับสาธารณะและเป็นหนึ่งกลยุทธ์ต่อรองใน ระดับนโยบาย การแสดงความชัดเจนในระบบดังกล่าวจะเพิ่มความชอบธรรมให้กับ ชุมชนในการอยู่ อาศัยในชุมชนในลักษณะที่เป็นไปเพื่อความอยู่รอดให้เคล้วคลาดต่อภัยทางนโยบาย ปฏิบัติการของ เจ้าหน้าที่รัฐในพื้น ที่ หลายชุมชนเริ่มปรับตัว ในมิติเศรษฐกิจ จากการถูกผนวกเชื่อมเข้าสู่เศรษฐกิจ สมัยใหม่มากขึ้น มีไลฟ์สไตล์เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายเงินมากขึ้น ส่งผลให้ต้อง พัฒนากิจกรรมสร้างรายได้มากขึ้น เช่น การค้าขายของป่าตามฤดูกาล (หน่อไม้ หนอนไม้ไผ่ มะแขว่น ชา กาแฟ) รวมถึงการร่วมกิจกรรมเคลื่อนไหวเพื่อการแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายร่วมกับองคกร เครือข่าย ต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงช่วงรัฐบาลปัจจุบัน ทั้ งในกรณีชุมชนที่พยายามรักษาระบบไร่หมุนเวียนและทั้ง กรณีชุมชนที่สูญเสียระบบไร่หมุนเวียนไปแล้วและพยายามกลับมาฟื้นฟูและปรับตัวในรูปแบบใหม่ในการ ใช้ประโยชน์และดูแลจัดการทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ตัวเอง ๕.๒ ข้อเสนอแนะจำกงำนศึกษำ ๑) คณะรัฐมนตรีควรกาหนดแนวทางปฏิบัติและสนับสนุนส่วนราชการเกี่ยวกับการจัดการที่ดิน ของรัฐในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับหลัก สิทธิมนุษยชนและเจตนารมณ์แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมใน การก าหนดนโยบายสาธารณะเกี่ ย วกั บ การอนุ รั ก ษ์ ป่ า ไม้ แ ละควรสนั บ สนุ น สิ ท ธิ ร่ ว มของชุ ม ชน (Common Property) เพื่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดตามกติการะหว่าง ประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (International Covenant on Economics, Social and Cultural Rights: CESCR) โดยให้ชุมชนมีสิทธิร่วมกันเพื่อจะทาให้คานึงถึงสิทธิประโยชน์ ของตนและชุมชนในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ โดยให้สิทธิและหน้าที่แก่คนในพื้นที่ที่จะบริหารจัดการ ทรัพยากรในบริเวณที่กาหนดตามความต้องการของกลุ่มภายใต้เงื่อนไขและข้อกาหนดต่างๆ และภาครัฐ จะต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ปฏิบัติมาเป็นผู้กากับดูแล ติดตามประเมินผล ๗๒

Выберите целевой абзац3