แหง
a i l aชาติ
N
nd
งา
สํานaักtio nal
Th
นค
ณ
ยชน
m a ะกรรมการสิทธิมนุษ o n of
n
ssi
Hu
Rights C om m i
ระบบบริหารราชการแผนดินใหทันสมัยตามแบบตะวันตก พรอมทั้งปฏิรูปกฎหมายจัดการที่ดินจากกฎหมาย
ตราสามดวงไปเปนระบบทอแรนส (โฉนดแผนที่) ที่มีผลเปนการผนวกกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งความเปนเจาของและสิทธิ
ในการใชประโยชนที่เคยแยกกันเขาเปนหนึ่งเดียวที่เรียกวา กรรมสิทธิ์เอกชน ซึ่งกอใหเกิดเจาของที่ดินที่ไมไดอยูใน
พื้นที่ (Absentee Landlords) และแรงงานเสรีที่หลุดจากที่ดิน ทําใหการถือครองที่ดินเกิดภาวะการกระจุกตัว
อยูใ นมือของชนชัน้ สูง ทีด่ นิ กลายเปนสินคา (Commodity) ทีม่ รี าคาสูงสงผลกระทบใหชาวนาชาวไรไรทดี่ นิ เพิม่ ขึน้
อยางรวดเร็วจนกลายเปนปญหานับแตนั้นมา
กอนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวรัชกาลที่ 7 ก็ไดเสนอเก็บภาษี
รายไดและภาษีอสังหาริมทรัพยเพือ่ ชวยบรรเทาความเดือดรอนของคนยากจน แตไมไดรบั ความเห็นชอบจากรัฐสภา
และตั้งแตการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จนถึงปจจุบันไดมีความพยายามปฏิรูปที่ดินเพื่อปรับเปลี่ยน
กรรมสิทธิ์การถือครองที่ดินที่กระจุกตัวอยูใหกระจายสูกลุมคนตาง ๆ เพื่อใหเกิดความเปนธรรมอยู 3 ระลอก
ชวงเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 นโยบายปฏิรูปที่ดินระลอกแรก (พ.ศ. 2476) ที่มาจาก
ความตัง้ ใจทีจ่ ะแกไขปญหาการถือครองทีด่ นิ ซึง่ ดํารงอยูก อ นการเปลีย่ นแปลงการปกครอง 24 มิถนุ ายน พ.ศ. 2475
ของคณะราษฎรสายพลเรือน นําโดยนายปรีดี พนมยงค ในเคาโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค ไดกลาวถึง
“การประกันความสุขสมบูรณของราษฎร” และ “วิธซี งึ่ รัฐบาลจะหาทีด่ นิ แรงงาน เงินทุน” อันไดแก การจัดหาทีด่ นิ
โดยการซื้อ “ที่ดินที่จะใชประกอบการทางเศรษฐกิจ เชน ที่นาหรือไร กลับคืนสูรัฐบาล” มีขอเสนอใหรัฐบาล
ใชพันธบัตรซื้อที่ดินสําหรับการเพาะปลูกทั้งหมด แตถูกโจมตีวา “เคาโครงการเศรษฐกิจแหงชาติ” เปนโครงการ
ของคอมมิวนิสต และไมไดรับเห็นชอบใหเปนนโยบายของรัฐบาล การที่นโยบายปฏิรูปที่ดินถูกตอตานอยางรุนแรง
จากคณะเจาและขุนนางขาราชการชั้นสูง รวมทั้งสวนหนึ่งของคณะราษฎร เพราะนโยบายปฏิรูปที่ดินดวยการ
รวมที่ดินสงผลกระทบกระเทือนอยางรุนแรงตอการถือครองที่ดินของคณะเจาและขุนนางขาราชการชั้นสูง
ซึ่งเปนกลุมที่ถือครองที่ดินเปนจํานวนมาก
ความตั้งใจปฏิรูปที่ดินระลอกที่สองในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม (พ.ศ. 2497) ซึ่งดําเนินนโยบาย
ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมแบบชาตินิยมตามแนวคิดของ หลวงวิจิตรวาทการ เพื่อปลด
พันธนาการของตางชาติทคี่ รอบงําเศรษฐกิจของไทยรวมทัง้ ความตองการสงเสริมการพัฒนาเกษตรกรรมอุตสาหกรรม
เพื่ อ ให ร าษฎรไทยอยู ดี กิ น ดี ขึ้ น แต ช าวนาส ว นใหญ ไ ม มี ที่ น าของตนเอง ในขณะที่ ผู มี อิ ท ธิ พ ลในสั ง คมใช ทั้ ง
เลหเพทุบายการขมขูและชองวางของกฎหมายฉกฉวยเอาที่ดินจากราษฎรไปจนเกิดเปนกรณีพิพาทจํานวนมาก
รัฐบาลสามารถตราพระราชบัญญัตจิ ดั ทีด่ นิ เพือ่ ความเปนธรรมแกสงั คมและพระราชบัญญัตใิ หใชประมวลทีด่ นิ 2497
ซึ่งมีเนื้อหาสาระในการจํากัดการถือครองที่ดินทั้งในการประกอบการเกษตรอุตสาหกรรมและที่อยูอาศัย
แตหลังจากการรัฐประหารยึดอํานาจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต รัฐบาลเผด็จการของไทยไดไปรับ
เอาแผนพั ฒ นาเศรษฐกิ จ ตามคํ า แนะนํ า ของธนาคารโลกมาเป น แนวนโยบายแห ง รั ฐ ภายใต บ รรยากาศของ
สงครามเย็น ทําใหโครงสรางสวนลางของไทยผนวกเปนสวนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลกอยางสมบูรณในขณะที่
โครงสรางสวนบนไมไดเปนประชาธิปไตยที่สมบูรณยิ่ง ไดยกเลิกการจํากัดเพดานการถือครองที่ดินตามประมวล
กฎหมายที่ดินที่สงผลใหการถือครองที่ดินเกิดสภาวะการกระจุกตัว ในมือคนสวนนอย คือพระราชบัญญัติ
24
รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง “เพื่อปรับปรุงแกไข
นโยบายกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนดานที่ดินและปาไม”