นอกจากปัญหาความรุนแรงในครอบครัวแล้ว ยังพบปัญหาการไม่สามารถเข้าถึงบริการ
สาธารณสุขโดยเฉพาะเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ โดยมูลนิธิเข้าถึงเอดส์เปิดเผยว่า ในช่วงสถานการณ์โรคโควิด 19 ระบาด
และรัฐบาลได้ออกมาตรการต่าง ๆ เช่น การจ�ำกัดการเดินทาง การกักตัว ท�ำให้ผู้ที่ประสบปัญหาท้องไม่พร้อมและ
จ�ำเป็นต้องยุตกิ ารตัง้ ครรภ์ได้รบั ผลกระทบเนือ่ งจากไม่สามารถเดินทางไปรับบริการได้ และหน่วยบริการยุตกิ ารตัง้ ครรภ์
ทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีอยู่ 144 แห่งทั่วประเทศหยุดให้บริการไป 62 แห่ง ท�ำให้ผู้หญิงจ�ำนวนหนึ่งต้องตั้งครรภ์
ต่อบนความไม่พร้อม และอีกจ�ำนวนหนึ่งตัดสินใจสั่งยาท�ำแท้งทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีความเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัย43
การประเมินสถานการณ์
พั ฒ นาการหรื อ ความก้ า วหน้ า กติ ก า ICESCR ข้ อ 12 ก�ำหนดให้ รั ฐ ภาคี ต ้ อ งรั บ รองสิ ท ธิ ข องบุ ค คล
ที่จะมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตตามมาตรฐานสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยต้องด�ำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้สิทธินี้เป็นจริง
รวมถึงการป้องกัน รักษาและควบคุมโรค และได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
โดยมาตรา 47 บัญญัตใิ ห้บคุ คลมีสทิ ธิได้รบั บริการสาธารณสุขของรัฐ โดยบุคคลยากไร้ยอ่ มมีสทิ ธิได้รบั บริการสาธารณสุข
ของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ และบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตราย
จากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และมาตรา 55 บัญญัติให้รัฐมีหน้าที่ต้องด�ำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุข
ที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง ซึ่งเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย และรัฐบาลได้
ประกาศให้เป็นโรคติดต่ออันตราย และท�ำหน้าที่ในการที่จะป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายดังกล่าว ซึ่งในการ
ควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่
วันที่ 26 มีนาคม 2563 โดยรัฐบาลจ�ำเป็นต้องใช้มาตรการต่าง ๆ ทีอ่ าจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเพือ่ ป้องกัน
และควบคุมโรค นอกจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว รัฐบาลสามารถที่จะด�ำเนินการป้องกันและควบคุมโรค
ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ได้ รัฐบาลไทยได้มีการเฝ้าระวังการระบาดของโรคโควิด 19 ตั้งแต่ในระยะ
เริม่ แรก มีการรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดให้ประชาชนทราบเป็นระยะ ๆ กสม. ได้มแี ถลงการณ์ชนื่ ชมการท�ำงาน
ของทุกภาคส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ได้ท�ำหน้าที่อย่างเต็มก�ำลังความสามารถ
ในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 รวมทั้งได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับแนวทางด�ำเนินการในสถานการณ์
ดังกล่าว ทัง้ การแก้ปญ
ั หาการขาดแคลนอุปกรณ์และสิง่ จ�ำเป็นในการป้องกันโรค เช่น หน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์
ส�ำหรับล้างมือ การออกมาตรการระงับยับยั้งการแพร่ระบาดที่กระทบต่อประชาชนควรค�ำนึงถึงความจ�ำเป็นและ
ความได้สดั ส่วนกับความเสีย่ งทีป่ ระเมินแล้ว และการดูแลผลกระทบของโรคโควิด 19 ต่อประชากรกลุม่ เปราะบาง��่าง ๆ เช่น
ผูม้ รี ายได้นอ้ ย ประชาชนในชนบทห่างไกล คนพิการ ผูส้ งู อายุ และผูต้ อ้ งขัง เป็นต้น เพือ่ ให้ประชากรกลุม่ ดังกล่าวสามารถ
เข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันที่จ�ำเป็น มีการดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง และได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงที44
ในภาพรวม กสม. เห็นว่ารัฐบาลได้ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพของประชาชนในสถานการณ์การแพร่
ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรงได้อย่างมีประสิทธิผล สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคให้อยู่
ในระดับที่บริหารจัดการได้โดยสอดคล้องกับความสามารถในการให้บริการด้านสาธารณสุขของประเทศ จนเป็นที่
43
จาก ยอดผูไ้ ม่พร้อมตัง้ ครรภ์สงู ขึน้ ในช่วงโควิด 19 ระบาด, โดย อมรินทร์, 2563. สืบค้นจาก https://www.amarintv.
com/news/detail/41587
44
แถลงการณ์ กสม. เรื่อง สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2563. โดย คณะกรรมการ
สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
54
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
National Human Rights Commission of Thailand