ซึ่งสะท้อนแนวคิดการพิจารณา “การเลือกปฏิบัติ” บนพื้นฐานของกฎหมายปกครอง (๗.๑.๕) การปฏิบัติที่แตกต่างกัน อันไม่อยู่ในขอบเขตกฎหมายสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับการห้ามเลือก ปฏิบัติ: กรณีข้อเท็จจริงจากการรับฟังความคิดเห็น / สัมภาษณ์/ ประชุมกลุ่มย่อย พบว่า ส่วนใหญ่เมือ่ บุคคลเห็นว่าตน “ไม่ได้รบั ความเป็นธรรม” ก็มกั มีการอ้างว่า “ถูกเลือกปฏิบตั ”ิ ไปด้วย อย่างไรก็ตาม การกล่าวอ้างดังกล่าว หากพิจารณาในกรอบของกฎหมายสิทธิมนุษยชนแล้วอาจไม่อยู่ในขอบเขตของ กฎหมายสิทธิมนุษยชน (๗.๒) กรณีมีความคาบเกี่ยวระหว่างการเลือกปฏิบัติกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่น พบว่า กรณีทมี่ กี ารกล่าวอ้างว่าเกิด “การเลือกปฏิบตั ”ิ นัน้ เมือ่ พิจารณาในกรอบกฎหมายสิทธิมนุษยชน แล้วเป็นกรณีการปฏิบัติในลักษณะเป็นกลาง (Neutral) ที่มีผลกับทุกคน หรือเป็นกรณีการปฏิบัติแตกต่างกันซึ่งไม่เกี่ยวข้อง กับเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติตามกฎหมายสิทธิมนุษยชน จึงไม่อาจจัดว่าเป็น “การเลือกปฏิบัติ” (Discrimination) (๗.๓) “การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม” ในบริบทของกฎหมายปกครอง ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การเลือกปฏิบัติในบริบทของกฎหมายปกครองอาจประกอบด้วยการเลือก ปฏิบตั ทิ กี่ ว้างกว่า “เหตุแห่งการเลือกปฏิบตั ”ิ ตามนัยกฎหมายสิทธิมนุษยชน โดยการเลือกปฏิบตั ทิ ไี่ ม่เป็นธรรม ในบริบทของ คดีปกครอง นั้น เป็นการพิจารณา “การปฏิบัติที่แตกต่างกัน” ในกรอบของการตรวจสอบการใช้อ�ำนาจรัฐโดยมิชอบ และมักมีข้อเท็จจริงที่สัมพันธ์กับ “การใช้ดุลพินิจของฝ่ายปกครองโดยมิชอบ” ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติ เช่น เชื้อชาติ เพศ ศาสนา เป็นต้น ตามกฎหมายสิทธิมนุษยชน (๘) การเลือกปฏิบัติที่กฎหมายไทยยังไม่ครอบคลุมถึง (๘.๑) เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติ สามารถจ�ำแนกได้ ๔ กรณี คือ (๑) เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติที่รัฐธรรมนูญของไทยก�ำหนดในลักษณะ ทีก่ ว้างกว่าหรือเพิม่ เติมจากทีก่ ฎหมายระหว่างประเทศระบุไว้ (๒) เหตุแห่งการเลือกปฏิบตั ทิ รี่ ฐั ธรรมนูญของไทยมีการใช้ถอ้ ยค�ำ ในลักษณะที่แคบกว่ากฎหมายระหว่างประเทศ (๓) เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติบางกรณีกฎหมายต่างประเทศได้ขยายความ จากเหตุดงั้ เดิมทีร่ ะบุไว้ โดยมีการแจกแจงรายละเอียดเพือ่ ความครอบคลุมและชัดเจน และ (๔) เหตุแห่งการเลือกปฏิบตั บิ างเหตุ มิได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ แต่กฎหมายต่างประเทศบางประเทศก�ำหนดครอบคลุม ขึ้นมา เพื่อเป็นการคุ้มครองการเลือกปฏิบัติในปัจจุบันที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะทางสังคม (๘.๒) ขอบเขตและการครอบคลุมของกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับความเสมอภาคและการห้ามเลือกปฏิบัติ ปัจจุบนั ไทยไม่มกี ฎหมายเฉพาะอันมีลกั ษณะเป็นกฎหมายกลางเกีย่ วกับการห้ามเลือกปฏิบตั ทิ คี่ รอบคลุม เหตุแห่งการเลือกปฏิบตั ติ า่ ง ๆ และมิตขิ องการเลือกปฏิบตั ติ า่ ง ๆ โดยกฎหมายไทยทีเ่ ป็นอยู่ มีลกั ษณะเป็นกฎหมายเฉพาะทีม่ ขี อบเขต จ�ำกัดในเชิงเหตุแห่งการเลือกปฏิบตั ิ และ/หรือ มิตขิ องการเลือกปฏิบตั ิ แต่ยงั ไม่ครอบคลุมกรณีตา่ ง ๆ ทีม่ ลี กั ษณะเป็นการเลือก ปฏิบตั ภิ ายใต้กรอบกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและการเลือกปฏิบตั ทิ กี่ ฎหมายต่างประเทศให้การคุม้ ครอง โดยเฉพาะ อย่างยิง่ การเลือกปฏิบตั ใิ นมิตแิ ละเหตุแห่งการเลือกปฏิบตั อิ นื่ ๆ นอกขอบเขตของกฎหมายเฉพาะดังกล่าวเช่น การเลือกปฏิบตั ใิ น ภาครัฐกับภาคเอกชน (๘.๓) รูปแบบการบัญญัตกิ ฎหมายเกีย่ วกับการเลือกปฏิบตั ิ (Model of Discrimination Laws) จ�ำแนกได้ ๓ รูป แบบหลัก ดังนี้ (๘.๓.๑) บัญญัตกิ ฎหมายเฉพาะฉบับเดียวเกีย่ วกับการห้ามเลือกปฏิบตั ิ ซึง่ มีลกั ษณะเป็นกฎหมายกลาง (๘.๓.๒) บัญญัตกิ ฎหมายเฉพาะหลายฉบับ แต่ละฉบับครอบคลุมเหตุแห่งการเลือกปฏิบตั เิ ฉพาะบางเหตุ และ ครอบคลุมมิตขิ องการเลือกปฏิบตั เิ ฉพาะบางมิติ (๘.๓.๓) มีการก�ำหนดกฎหมายกลางทีค่ รอบคลุมเหตุแห่งการเลือกปฏิบตั หิ ลายเหตุและครอบคลุมมิตขิ อง การเลือกปฏิบตั หิ ลายมิติ และมีกฎหมายฉบับอืน่ ๆ ทีม่ ลี กั ษณะเป็นกฎหมายเฉพาะส�ำหรับการห้ามเลือกปฏิบตั ใิ นบางมิติ หรือ บางเหตุแห่งการเลือกปฏิบตั ิ รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 68 ประจำ�ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙

Select target paragraph3