64
รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำ�ปี ๒๕๕๕
กสม. ได้ตรวจสอบติดตามบทบาทของหน่วยงานของรัฐและเอกชนจากประเทศไทยที่มีส่วน
เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ถูกร้องเรียนเข้ามา อันเนื่องมาจากโครงการพัฒนาในประเทศ
เพื่อนบ้านดังกล่าว โดยยึดหลักว่า ตราบใดที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียยังคงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและ
พันธกรณีระหว่างประเทศ ซึ่งก�ำหนดในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และกติกา
ระหว่างประเทศซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี กสม. จะยังคงยืนหยัดเจตนารมณ์ที่จะปฏิบัติหน้าที่ส่งเสริมและ
คุ้มครองสิทธิมนุษยชนเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตราบนั้น
(๖) การจัดการที่ดินและเสรีภาพในการประกอบอาชีพของประชาชน
ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา
ปัญหากรณีพิพาทปราสาทพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชาซึ่งมีมายาวนาน ได้ส่งผลกระทบ
ต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะประชาชนของประเทศไทย จนท�ำให้
ประชาชนในจังหวัดศรีสะเกษได้ร้องเรียนต่อ กสม. ว่า ทหารและประชาชนชาวกัมพูชาได้บุกรุกเข้ามาใน
พื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร รอบเขาพระวิหารและตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และเข้ามาอยู่อาศัยและ
ท�ำมาหากินในเขตประเทศไทย แต่ประชาชนชาวไทยไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวได้ ซึ่งแต่เดิม
ประชาชนไทยสามารถท�ำมาหากินในพื้นที่ดังกล่าวได้เป็นเวลานาน จนกระทั่งมีหลักฐานเอกสารการเป็น
เจ้าของที่ดิน แต่ต่อมา กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขต
อุทยานแห่งชาติ ท�ำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าไปท�ำกินในที่ดินของตนได้อีก ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
รัฐบาลและทหารไม่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและด�ำเนินการเพื่อจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่
ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนที่ท�ำมาหากินในบริเวณดังกล่าว
ในกรณีดังกล่าว กสม. ได้เชิญ ผู้ร้องเรียน ผู้เกี่ยวข้อง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้
ข้อ��ท็จจริง รวมทั้งได้ลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่แล้ว มีความเห็นว่า ปัญหาความขัดแย้งเรื่อง
พื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรนั้น เกิดขึ้นมานานแล้ว ซึ่งรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมาเห็นว่า ปัญหาชายแดน
ไทย-กัมพูชาเป็นปัญหาความมั่นคงที่เป็นความรับผิดชอบหลักของรัฐจึงได้ใช้กระทรวงการต่างประเทศ
สภาความมั่นคงแห่งชาติ กองบัญชาการทหารสูงสุด และกระทรวงมหาดไทย เป็นกลไกหลักในการ
เจรจากับกัมพูชา โดยการร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding – MOU)
ว่ า ด้ ว ยการส� ำ รวจและจั ด ท� ำ หลั ก เขตแดนทางบก เมื่ อ วั น ที่ ๑๔ มิ ถุ น ายน ๒๕๔๓ ให้ มี ก ารส� ำ รวจ
และจัดท�ำหลักเขตแดนทางบกตลอดแนวร่วมกัน ให้เป็นไปตามหลักฐานทางกฎหมายที่ผูกพันมาในอดีต
และในปี ๒๕๔๔ ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงให้มีการด�ำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา
(Joint Boundary Commission – JBC) เพื่อรับผิดชอบให้การส�ำรวจและจัดท�ำหลักเขตให้เป็นไปตาม
หลั ก ฐานทางกฎหมาย และได้ แ ต่ ง ตั้ ง คณะอนุ ก รรมการเทคนิ ค ร่ ว มไทย-กั ม พู ช า (Joint Technical
Sub-Commission – JTSC) เพื่ อ รั บ ผิ ด ชอบในแนวการปฏิ บั ติ ง านของคณะ JBC จั ด ท� ำ แผนแม่ บ ท
และข้อก�ำหนดอ�ำนาจหน้าที่ในการส�ำรวจและจัดท�ำหลักเขตแดนเพื่อใช้เป็นกรอบทางเทคนิคในการ