จากการติดตามผลการด�ำเนินการตามมาตรการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน มีบุคคลหรือหน่วยงานที่
เกี่ยวข้องได้ด�ำเนินการตามมาตรการการแก้ไขปัญหาทั้งหมดหรือบางส่วนที่เป็นประเด็นสาระส�ำคัญในการบรรเทาปัญหา
มีกรณีที่น่าสนใจ อาทิ
รายงานฯ ที่ ๒๓๗ - ๒๓๘/๒๕๕๘ เรื่อง สิทธิชุมชน กรณีคัดค้านกรมประมงนิรโทษกรรมเรืออวนลาก
ประเด็นคำ�ร้อง
ผู้ร้องร้องเรียนว่า กรมประมงได้เตรียมที่จะเสนอคณะ
รัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติให้มีนิรโทษกรรมเรือประมงอวนลากเถื่อน
ทั่วประเทศจ�ำนวน ๒,๑๐๗ ล�ำ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่สหภาพ
ยุโรปได้ออกกฎระเบียบเกี่ยวกับการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการ
ท�ำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU)
โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๓ เป็นต้นมา โดย
มีวัตถุประสงค์ที่ส�ำคัญ คือ สหภาพยุโรปจะไม่รับซื้อสินค้าประมง
ที่มาจากการท�ำประมงอวนลากดังกล่าวนั้น ย่อมจะส่งผลกระทบ
ต่อทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและอาชีพประมงพื้นบ้าน
การด�ำเนินการของ กสม.
กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่กรมประมงด�ำเนินการให้มีการเปิดให้ขออาชญาบัตรเรือประมงอวนลาก เป็นการ
ออกกฎหมายหรือนโยบายที่เป็นการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ซึ่งอาจกระทบต่อประโยชน์ของประชาชน
ทีต่ อ้ งประกอบอาชีพทางทะเล ทัง้ ประมงพืน้ บ้านและประมงพาณิชย์ และในกระบวนการพิจารณาด�ำเนินการนัน้ ไม่ได้เปิดให้
ประชาชนหรือชุมชนผูม้ สี ว่ นได้สว่ นเสียได้เข้าร่วมในการพิจารณาด้วย โดยพบว่าในคณะท�ำงานพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหา
การขออาชญาบัตรท�ำประมงมีเพียงเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานของรัฐและตัวแทนจากผู้ท�ำประมงพาณิชย์เท่านั้นที่อยู่ในคณะ
ท�ำงาน ในขณะที่ตัวแทนกลุ่มผู้ท�ำประมงพื้นบ้านกลับไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมเท่าที่ควร กสม. มีมติก�ำหนดมาตรการการแก้ไข
ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ดังนี้
มาตรการการแก้ไขปัญหา
ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทบทวนค�ำสั่งที่ ๓๖๕/๒๕๕๓ เรื่อง แต่งตั้งคณะท�ำงานพิจารณาแนวทางการแก้ไข
ปัญหาการขออาชญาบัตรท�ำการประมง โดยเฉพาะที่มาของคณะท�ำงานนอกจากจะประกอบด้วย หน่วยงานของรัฐ และ
ตัวแทนประมงพาณิชย์แล้ว ยังต้องเปิดโอกาสให้ตวั แทนจากภาคประชาชน ตัวแทนประมงพืน้ บ้าน นักวิชาการประมง องค์กร
พัฒนาเอกชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในคณะท�ำงานอย่างเต็มที่ และควรทบทวนความเห็นของคณะท�ำงานฯ ที่ได้เคยมี
ความเห็นไปแล้ว ทั้งนี้ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด�ำเนินการโดยเร็ว
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
(๑) กรมประมงควรศึกษาข้อมูลทางวิชาการและข้อเท็จจริง รวมถึงสภาพปัญหาทีเ่ กิดขึน้ จริงในพืน้ ทีอ่ ย่างรอบด้าน
เพือ่ รวบรวมเป็นองค์ความรูห้ รืองานวิจยั เชิงวิชาการ เพือ่ เป็นฐานข้อมูลในการออกกฎหมายหรือวางแนวนโยบายทีจ่ ะน�ำมาใช้บงั คับ
ในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและควบคุมกิจการประมงทะเล
(๒) ในการออกกฎหมายหรือด�ำเนินนโยบายทีจ่ ะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและประโยชน์สว่ นรวมต้อง
ด�ำเนินการให้ประชาชนมีสว่ นร่วม กรมประมงควรจัดเวทีชแี้ จงข้อมูลและเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนทีจ่ ะได้รบั ผลกระทบ
และให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ โดยกรมประมงต้องน�ำความคิดเห็นที่ได้มาประกอบการพิจารณาในการตัดสินใจ
รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
20
ประจำ�ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙