รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำ�ปี ๒๕๕๖
อันเป็นผลมาจากการที่รัฐไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารและไม่จัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
ก่อนดำ�เนินโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชน
การดำ�เนินโครงการของรัฐและเอกชนยังก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของ
ประชาชนในพื้นที่ ซึ่งรัฐไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ในบางกรณีพบว่า
รัฐละเลยหน้าที่และแก้ไขปัญหาอย่างล่าช้า ทำ�ให้ประชาชนต้องต่อสู้เรียกร้องสิทธิด้วยตนเอง จนนำ�
ไปสู่ ปั ญ หาความขั ด แย้ ง และการปะทะระหว่ า งประชาชนกั บ หน่ ว ยงานรั ฐ และเอกชน ทั้ ง ในรู ป แบบ
ของการข่มขู่คุกคาม และการฆาตกรรมแกนนำ�ในการต่อสู้
นอกจากนี้ หน่ ว ยงานรั ฐ ที่ เ กี่ ย วข้ อ งไม่ ส ามารถบั ง คั บ ใช้ ก ฎหมายเพื่ อ คุ้ ม ครองสิ ท ธิ ชุ ม ชนและ
การรั ก ษาคุ ณ ภาพสิ่ ง แวดล้ อ มของประเทศได้ อ ย่ า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ และกฎหมายบางฉบั บ ยั ง ไม่ มี ก าร
แก้ ไขให้ ส อดคล้ อ งกั บ หลั ก สิ ท ธิ ชุ ม ชนและสิ ท ธิ ใ นการมี ส่ ว นร่ ว มของประชาชนตามรั ฐ ธรรมนู ญ ทำ � ให้
การบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถเป็นเครื่องมือคุ้มครองสิทธิแก่ประชาชนได้
๒. สถานการณ์ด้านที่ดินและป่า
สถานการณ์สิทธิมนุษยชนด้านการจัดการที่ดินและป่าไม้ในภาพรวมนั้น แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจัก รไทย พุท ธศัก ราช ๒๕๕๐ ได้ให้ค วามสำ�คัญกับการบริห ารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
และการมี ส่ ว นร่ ว มของประชาชนมากขึ้ น โดยแผนพั ฒ นาเศรษฐกิ จ และสั ง คมแห่ ง ชาติ ฉบั บ ที่ ๑๑
(พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๕๙) ได้กำ�หนดยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
อย่างยั่งยืน นอกจากจะให้ความสำ�คัญกับการพัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่ ง แวดล้ อ มให้ มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ โปร่ ง ใส และเป็ น ธรรมอย่ า งบู ร ณาการแล้ ว ยั ง มุ่ ง ส่ ง เสริ ม และพั ฒ นา
ศักยภาพชุมชนในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ ปรับปรุงกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาความ
เหลื่อมล้ำ�ในการเข้าถึง และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน แต่เนื่องจากกฎหมายเฉพาะ
หลายฉบับยังไม่ได้บัญญัติให้รับรองสิทธิชุมชนเอาไว้อย่างชัดแจ้ง และยังมีลักษณะที่ไม่เอื้ออำ�นวยต่อการ
ใช้สิทธิของชุมชน เนื่องจากกฎหมายนั้นได้ถูกกำ�หนดขึ้นก่อนหน้าแล้ว โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยป่าไม้
ที่ ยั ง ไม่ มี ก ารแก้ ไขให้ ส อดคล้ อ งกั บ หลั ก การสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนขั้ น พื้ น ฐาน และหลั ก การมี ส่ ว นร่ ว มของ
ประชาชนตามรั ฐ ธรรมนู ญ อี ก ทั้ ง ทั ศ นคติ ข องเจ้ า หน้ า ที่ รั ฐ ที่ ถู ก พั ฒ นามาจากแนวคิ ด การจั ด การ
ทรั พยากรธรรมชาติ แ บบแยกส่ ว นแยกคนออกจากธรรมชาติ ไม่รับรู้จ ารีตประเพณีวัฒนธรรมการอยู่
กั บ ป่ า พึ่ ง พาอาศั ย ธรรมชาติ ดั ง นั้ น แม้ ใ นบทบั ญ ญั ติ ข องกฎหมายต่ า ���ๆ เหล่ า นั้ น จะมี บ างมาตรา
ที่เปิดช่องให้ชุมชนสามารถจัดการและใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติได้ แต่การใช้และการตีความ
กฎหมายของเจ้ า หน้ า ที่ รั ฐ ในช่ ว งเวลาที่ ผ่ า นมาก็ ยั ง ไม่ ย อมรั บ สิ ท ธิ ชุ ม ชน นอกจากนี้ กลไกการแก้ ไข
ปัญหาข้อพิพาทในเรื่องที่ดินและป่าไม้นั้น นอกจากปัญหาเรื่องข้อกฎหมายที่ไม่สอดคล้องและทัศนคติ
ของเจ้ า หน้ า ที่ รั ฐ แล้ ว ประชาชนยั ง ไม่ ไ ด้ รั บ การส่ ง เสริ ม ให้ มี ส่ ว นร่ ว มในกระบวนการแก้ ไขปั ญ หา
ข้ อ พิ พ าท ส่ ว นใหญ่ เ ป็ น การกำ � หนดมาตรการการแก้ ไขปั ญ หาแต่ เ พี ย งฝ่ า ยเดี ย วจากเจ้ า หน้ า ที่ ข องรั ฐ
17