ส�ำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สิทธิมนุษยชนช่วงที่ ๑ ได้แก่ สิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงศตวรรษที่ ๑๗ ถึง ศตวรรษที่ ๑๘ ซึ่งการพิจารณาสิทธิมนุษยชนในยุคนี้ให้ความส�ำคัญกับฐานทางการเมือง (Based on Political Concerns) สิทธิมนุษยชนในยุคนี้ จึงมีการแบ่งออกเป็นสิทธิของพลเมือง (Civil Rights) ซึ่งมุ่งคุ้มครองสิทธิขั้น พื้นฐานของปัจเจกบุคคลทางด้านกายภาพ หรือศีลธรรม และสิทธิทางการเมือง (Political Rights) คือ สิทธิของ ปัจเจกบุคคลที่จะมีชีวิตในสังคมและชุมชน เช่น สิทธิในการออกเสียงเลือกผู้แทน การเข้าร่วมพรรคการเมือง การ แสดงออกทางการปกครองชุมชน เป็นต้น สิทธิมนุษยชนช่วงที่ ๒ เป็นสิทธิมนุษยชนที่มีความชัดเจนขึ้นในช่วงระยะเวลาถัดมา ซึ่งมีฐานแนวคิดจากความเท่าเทียม (Equality) และการประกันการเข้าถึงสังคมและเศรษฐกิจ สินค้าและบริการ ซึ่งเริ่มมีการพูดถึงในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม สิทธิในช่วงเวลานี้ได้ล่วงเลยมาจนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีสิทธิที่ ได้รับการรับรองเพิ่มเติม ได้แก่ สิทธิทางสังคม (Social Right) สิทธิทางเศรษฐกิจ (Economic Right) และสิทธิ ทางวัฒนธรรม (Cultural Right) สิทธิมนุษยชนช่วงที่ ๓ ได้แก่ สิทธิที่มีลักษณะเป็นสิทธิเชิงกลุ่ม (Collective Right) โดยมีฐานคิดจากความเป็นน�้ำหนึ่งใจเดียวกันหรือร่วมมือร่วมแรงกัน (Solidarity) ของมนุษย์ในสังคม เริ่มมีแนวคิด ตั้งแต่ช่วงที่มีการประชุมระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ในปี ๑๙๗๒ เช่น สิทธิ ในการพัฒนา (Right to Development) สิทธิในสิ่งแวดล้อม (Right to Healthy Environment) สิทธิในสันติภาพ (Right to Peace) สิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร (Right to Access to Resources) อย่างไรก็ดี สิทธิมนุษยชนช่วงที่ ๓ นั้น ปัจจุบันยังขาดการยอมรับในวงวิชาการและการ ปฏิบัติของนานาประเทศ เนื่องจากระดับการพัฒนาของแต่ละประเทศยังมีความไม่เท่าเทียมกัน ประเทศก�ำลังพัฒนา ส่วนใหญ่เห็นว่าสิทธิมนุษยชนเชิงกลุ่มสมควรได้รับการคุ้มครองในฐานะที่เป็นสิทธิมนุษยชนเนื่องจากเป็นสิทธิที่คนในชาติ ของประเทศก�ำลังพัฒนายังไม่ได้รับความคุ้มครองหรือถูกละเมิดมากกว่าคนในชาติที่พัฒนาแล้ว และการคุ้มครองสิทธิ มนุษยชนสมควรปฏิบัติให้เกิดความเท่าเทียมกันทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศก�ำลังพัฒนา โดย เฉพาะอย่างยิ่ง สิทธิในการพัฒนา (Right to Development) ที่ประเทศก�ำลังพัฒนาต่างเรียกร้องให้ประเทศพัฒนา แล้วคุ้มครองสิทธิเหล่านี้ด้วย ส่วนประเทศพัฒนาแล้วมิได้ปฏิเสธว่าสิทธิเหล่านี้จะไม่ได้รับความคุ้มครอง แต่ก่อนที่จะได้รับ ความคุ้มครองอย่างแท้จริง ประเทศก�ำลังพัฒนาควรด�ำเนินการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในช่วงที่ ๑ และช่วงที่ ๒ ให้ครบถ้วน สมบูรณ์อย่างแท้จริงเสียก่อน แล้วจึงจะหันมารับรองสิทธิมนุษยชนช่วงที่สามให้ครบถ้วนในภายหลัง เนื่องจากประเทศ พัฒนาแล้วเห็นว่าสิทธิมนุษยชนในช่วงที่ ๑ และช่วงที่ ๒ นั้นประเทศก�ำลังพัฒนายังให้ความคุ้มครองได้ไม่ดีพอ แต่กลับ เรียกร้องใ��้มีการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเพิ่มเติมอีก จึงยังเป็นการไม่สมควรในช่วงเวลานี้ โดยในทางวิชาการนั้น ฝ่ายที่ ไม่เห็นด้วยมีเหตุผลในเชิงกฎหมายสนับสนุน โดยสรุปเบื้องต้น ดังนี้ (๑) สิทธิมนุษยชนควรเป็นสิทธิของปัจเจกบุคคลตามที่มีมาแต่ดั้งเดิม สิทธิมนุษยชนในอดีตที่ผ่านมาแต่เดิม อธิบายว่าเป็นสิทธิของมนุษย์คนหนึ่งที่มีมาแต่ ก�ำเนิด ไม่มีใครจะยกเลิกเพิกถอนสิทธินี้ไปได้ สิทธิมนุษยชนจึงมุ่งคุ้มครองสิทธิของปัจเจกบุคคล คือ สิทธิของคนหนึ่ง ๆ ที่พึงมีพึงได้ (Individual Interest) ซึ่งสิทธินี้ควรที่จะอยู่เหนือกว่าสิทธิหรือประโยชน์ของกลุ่ม (Interest of Society) ซึ่ง 40

اختر الفقرة المستهدفة3