บทสรุปเชิงผู้บริหาร
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพสื่อมวลชน และเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ
และปราศจากอาวุธ
ภาพรวมในปี ๒๕๖๐ สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญถูกควบคุมโดยการใช้กฎหมายก�ำกับ ตรวจสอบ และควบคุม
อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระท�ำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐
ในการเอาผิดการกระท�ำที่เป็นการน�ำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และการเอาผิดฐานหมิ่นประมาท
ซึ่งต่อมารัฐบาลได้แก้ไขและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการด�ำเนินการดังกล่าวโดยปรับปรุงและประกาศใช้
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระท�ำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยไม่รวมความผิดฐาน
หมิ่นประมาทเข้าไว้ พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ในส่วนของเสรีภาพทาง
วิชาการ๑ มีการใช้ค�ำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๓/๒๕๕๘ ห้ามการชุมนุมตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป และการบังคับใช้กฎหมายอย่าง
เคร่งครัดกับผูท้ ใี่ ช้เสรีภาพในลักษณะดังกล่าว
ในขณะที่มีข้อโต้แย้งในหลายเหตุการณ์ซึ่ง
ยืนยันว่า การใช้สิทธิและเสรีภาพมิได้เกิน
ขอบเขตทางกฎหมาย และรัฐธรรมนูญได้
ให้ความคุ้มครองเสรีภาพทางวิชาการ ส่วน
เสรีภาพสือ่ มวลชน ซึง่ ได้รบั การรับรองภายใต้
รัฐธรรมนูญ ก็ถูกจ�ำกัดโดยค�ำสั่งของ คสช.
และค�ำสั่งหัวหน้า คสช. หลายฉบับ รวมถึง
การพิจารณาประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติ
การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรม
๑ ตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศถือเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิในการมีความเห็น (right to hold opinions) และสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก (freedom of expression)
ซึ่งรวมถึงสิทธิที่จะแสวงหา รับ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความคิด ซึ่งรัฐสามารถจ�ำกัดได้ด้วยเหตุผลตามข้อบทที่ ๑๙ (๓) ของกติกา ICCPR โดยมีเงื่อนไขตามกฎหมายสิทธิมนุษยชน
ระหว่างประเทศ.
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ | 21
บทสรุป
ในชั้ น ปล่ อ ยชั่ ว คราว และโครงการปล่ อ ย
ชัว่ คราวด้วยอุปกรณ์อเิ ล็กทรอนิกส์ตดิ ตามตัว
(Electronic Monitoring : EM) เพื่อให้
ผู้ต้องหา หรือจ�ำเลยมีโอกาสได้รับการปล่อย
ชั่วคราวมากขึ้น การน�ำ EM มาใช้กับผู้กระท�ำ
ความผิดในระบบงานคุมประพฤติ
อย่ า งไรก็ ต าม ยั ง พบสถานการณ์
น่าห่วงใย ได้แก่ การเสียชีวิตของบุคคลที่อยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานรัฐ กระบวนการยุติธรรมในสภาวะการใช้
กฎหมายพิเศษในกรณีของการด�ำเนินกระบวนการยุติธรรมตามประกาศ คสช. ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗
และฉบับที่ ๕๐/๒๕๕๗ ซึ่งส่งผลให้พลเรือนต้องอยู่ในอ�ำนาจการพิจารณาของศาลทหาร ต่อมาได้มีค�ำสั่งหัวหน้า คสช.
ที่ ๕๕/๒๕๕๙ ให้พลเรือนที่กระท�ำความผิดดังกล่าวนับแต่วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๙ อยู่ในอ�ำนาจการพิจารณาของศาล
ยุติธรรม ผลจากค�ำสั่งดังกล่าวแม้ว่าจะท�ำให้การกระท�ำความผิดหลังจากวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๙ อยู่ในอ�ำนาจของศาล
ยุติธรรม แต่การกระท�ำความผิดก่อนวันดังกล่าว พลเรือนยังคงถูกด�ำเนินคดีในศาลทหาร ซึ่งคณะกรรมการประจ�ำกติกา
ICCPR ได้มขี อ้ สังเกตว่าควรใช้มาตรการทีจ่ ำ� เป็นเพือ่ รับพิจารณาค�ำร้องให้ถา่ ยโอนคดีจากศาลทหารส�ำหรับความผิดทีเ่ กิดขึน้
ก่อนวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๙ โดยให้ถ่ายโอนคดีที่ยังพิจารณาไม่เสร็จไปยังศาลพลเรือน และเปิดโอกาสให้จ�ำเลยที่เป็น
พลเรือนในคดีที่ศาลทหารตัดสินแล้วสามารถอุทธรณ์ค�ำตัดสินต่อศาลพลเรือนได้