บทที่ 1
บทนำ
1.1
หลักการและเหตุผล
หลักการสิทธิมนุษยชน
เอกสารขององค์กรระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนหลายฉบับ อาทิ (1) European Network of
National Human Rights Institutions ให้ความเห็นไว้ว่า ขั้นตอนแรกในการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่า
ด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน คือ การจัดทำการศึกษาข้อมูลฐานและการวิเคราะห์ช่องว่าง (national baseline
study and gap analysis) ระหว่างกลไกคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศที่มีอยู่กับข้อกำหนดในหลักการ
ชี้แนะเรื่ องสิทธิมนุษยชนสำหรับ ธุรกิจ (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) หรือ
หลั กการ UNGP เพื่อสร้างฐานที่ น่ าเชื่อถือและโปร่งใส วางหมุดหมาย (milestones) เชิงกลยุท ธ์ที่ชัด เจน
การศึกษาข้อมูลนี้ควรระบุอย่ างชัดเจนว่า กลไกคุ���มครองสิท ธิมนุษยชนในประเทศเพี ยงพอต่อข้อกำหนดใน
UNGP หรือไม่อย่างไร มีช่องว่างในประเด็นใดบ้าง มีมาตรการใดที่ยังไม่มีหรือมีไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ยังควร
เน้ น ไปที่ ก ลุ่ ม ประชากรที่ เปราะบางและถู ก กี ด กั น มากที่ สุ ด ตระหนั ก ในปั จ เจกบุ ค คลและชุ ม ชนที่ ได้ รั บ
ผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจว่ าเป็นผู้มีสิทธิ และเป็นผลลัพธ์จากการปรึ กษาหารือกับผู้มีส่วนได้ เสียอื่น ๆ
อย่ า งทั่ ว ถึ งรอบด้ าน (สฤณี , 2559) หรื อ (2) เอกสาร Business and Human Rights A Guidebook for
National Human Rights Institutions โ ด ย International Coordinating Committee of National
Institutions for the Promotion and Protection of Human Rights: ICC ได้กล่าวถึงการจัดทำฐานข้อมูล
พื้นฐานระดับชาติภายใต้หลักการ UNGP ว่า เป็นพื้นฐานในการดำเนินกิจกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและ
สิทธิมนุษยชนของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้พัฒนาข้อมูลพื้นฐาน (baseline studies) เพื่อเสนอรัฐบาล
ในการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติต่อไป (ICC,2013)
แนวทางในการจัดทำการประเมินข้อมูลพื้นฐานฯ ที่สำคัญคือ “การระบุเนื้อหาของการดำเนินการตาม
หลั กการชี้แนะเรื่องสิ ทธิมนุษยชนสำหรับธุรกิจ หรือ UN Guiding Principles on Business and Human
Rights: Implementing the United Nation ‘protect, Respect and Remedy’ Framework (UNGP)
และช่องว่างที่เกิดขึ้นตามหลักการ UNGP ภายใต้เสาหลักที่ 1 (Protect)1 และเสาหลักที่ 3 (Remedy)2”
1
2
การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (Protect) หมายถึง รัฐมีหน้าที่ในการคุม้ ครอง มิให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับ
การดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจากองค์กรของรัฐเอง หรือองค์กรภาคธุรกิจ
การแก้ไข ฟืน้ ฟู ชดเชยเมื่อเกิดผลกระทบหรือมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเนือ่ งมาจากการประกอบธุรกิจ ไม่ว่าจะมีการ
ป้องกันแล้วหรือไม่กต็ าม ภาครัฐและภาคธุรกิจต้องมีกลไกในการเยียวยาที่มีประสิทธิผล โดยรัฐมีหน้าทีท่ ี่จะประกันว่า ผู้
ได้รบั ผลกระทบสามารถเข้าถึงกลไกเยียวยา���ด้ ทั้งกลไกในกระบวนการยุติธรรมหรือกลไกอืน่ ๆ เช่น การไกล่เกลีย่ การ
เจรจาต่อรอง นอกเหนือจากกลไกตามกระบวนการยุตธิ รรม
1