ผ่านการตรวจสอบพื้นที่และได้รับการอนุมัติให้มีโฉนดชุมชนจากคณะกรรมการประสานงานจัดให้มีโฉนด
ชุมชนขณะนั้น
กรณีบ้านแม่อมกิ นับตั้งแต่รัฐบาลประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติท่าสองยางทับที่ทากิ น ของ
ชุมชนในปี ๒๕๒๖ เรื่อยมาจนเตรียมประกาศเขตอุทยานแห่งชาติแม่เงาปี ๒๕๓๗ ครอบคลุ มพื้นที่
อาเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และอาเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก รวมเนื้อที่สองแสนสี่หมื่นไร่ ส่งผล
ให้ ช าวบ้ า นถู ก จ ากั ด สิ ท ธิ ใ นการเข้ า ใช้ ป ระโยชน์ จ ากป่ า และที่ ดิ น ท ากิ น ของตนเอง จนกระทั้ ง
พ.ศ. ๒๕๔๗ เจ้าหน้าที่ป่าไม้และนายอาเภอกดดันให้ชาวบ้านลดรอบการทาไร่หมุนเวียนลงจากรอบ
หมุนเวียน ๗-๘ ปีเหลือรอบหมุนเวียน ๓ ปี ผลการลดรอบหมุนเวียนทาให้ชาวบ้านต้องกลับไปใช้พื้นที่
ไร่เหล่าที่อายุน้อยเช่นเดียวกับ กรณีชุมชนบ้านกลาง บ้านแม่อมกิมีแหล่งรายได้หลักสาคัญจากการขาย
ผลิ ตผลจากไร่ หมุน เวียน เช่น พริ กกะเหรี่ยง แม้ว่าชุมชนจะมีรายได้จากการขายพืชผั กผลผลิต แต่
ขณะเดียวกันวิถีการดารงชีวิตส่วนหนึ่งของสมาชิกในชุมชนที่มีการติดต่อสัมพันธ์กับสังคมภายนอกทาให้
ชุมชนมีภาระค่าใช้จ่ายและหนี้สินจากกิจกรรมเหล่านั้น ด้วย แหล่งที่มาของรายจ่ายของชุมชน อาทิเช่น
ค่าอาหาร ของใช้เครื่องนุ่งห่ม ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ค่าใช้จ่ายด้านการเกษตร ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ
ยารักษาโรค ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับงานสังคม ค่าโทรศัพท์และค่าเดินทาง เป็นต้น
คนนแม่อมกิได้เข้าร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือเรียกร้องให้รัฐบาลลงมาแก้ไขปัญหาการ
ต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิในที่ดินทากินของชาวบ้านได้ดาเนินเรื่อยมา ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๒ ในประเด็นเรื่อง
ที่ ดิ น ท ากิ น ในเขตป่ า ต่ อ มา พ.ศ.๒๕๔๕ เข้ า ร่ ว มกั บ เครื อ ข่ า ยป่ า ชุ ม ชนภาคเหนื อ ผลั ก ดั น ให้ มี
พ.ร.บ.ป่าชุมชน เพื่อคุ้มครองคนให้สามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ แต่การแก้ไขปัญหายังคงไม่มีข้อยุติ จนกระ
ทั้ง พ.ศ.๒๕๔๗ ชาวบ้านถูกเจ้าหน้าที่รัฐกดดันให้ลดรอบปีทาไร่หมุนเวียนจาก ๗-๘ ปี เหลือเพียง ๓ ปี
มาถึ ง ในช่ ว งระยะ ๑๐ ปี ที่ ผ่ า นมา ใน พ.ศ.๒๕๕๐ เกิ ด สถานการณ์ ปั ญ หาหมอกควั น ทั่ ว
ภาคเหนือประกอบกับกระแสการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทาให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้มงวดเรื่องการเข้า
ไปทากินในพื้นที่ป่ามากขึ้น เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๑ นายดีแปะโพ และนางหน่อแฮมุ้ย ถูกเจ้าหน้าที่จับ กุม
เนื่องจากเข้าไปเตรียมพื้นที่สาหรับทาไร่หมุนเวียน ถูกฟ้องดาเนินคดีข้อหาบุกรุกป่าและเรียกค่าเสียหาย
ที่มีส่วนทาให้โลกร้อนขึ้นรวมกว่า ๕ ล้านบาท
ปัจจุบันชาวบ้านแม่อมกิส่วนใหญ่ยังคงทาไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นรูปแบบการผลิตหลักของชุมชนแต่
ดั้งเดิมและดารงชีพโดยการพึ่งพาอาศัยป่า ประกอบกับมีการตั้งกฎระเบียบและจัดแบ่งประเภทป่าขึ้นมา
เพื่อควบคุมดูแลการใช้ประโยชน์จากป่าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย แต่พื้นที่บางส่วนได้ถูกปรับให้เป็น
ไร่ถาวรปลูกพืชเศรษฐกิจ เพื่อเลี่ยงการตัดฟันไม้และเผาไร่ซึ่งเป็นสาเหตุให้ถูกจับกุมดาเนินคดี
กรณีของ บ้านแม่ขี้มูกน้อย แต่เดิมนั้นชาวบ้านแม่ขี้มูกน้อยมีการทาไร่หมุนเวียนทุกครอบครัว
และมีการแบ่งพื้นที่เป็นไร่ส่วนรวมของชุมชนหรือ “ไร่หน้าหมู่” มีวิถีการทามาหากินไม่ต่างกับชุมชน
กะเหรี่ยงทั่วไปในภาคเหนือ จุดเปลี่ยนสาคัญเกิดขึ้นในช่วงกลางทศวรรษที่ ๒๕๒๐ ถึงกลางทศวรรษที่
๒๕๓๐ ในพื้นที่ลุ่มน้าแม่แจ่ มได้กลายเป็นพื้นที่เป้าหมายของการพัฒนาโครงการพัฒนาของรั ฐ และ
องค์กรระหว่างประเทศ วิธีคิดเรื่องสิทธิการใช้การอยู่ร่วมกับป่าแต่เดิมเริ่มปรับสู่การผลิตพืชเชิงเดี่ยวเพื่อ
ขายในระบบตลาดสมัยใหม่มากขึ้น เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านการทามาหากิน การใช้ปุ๋ย สารเคมี
และการเปลี่ ยนแปลงของระบบนิ เวศน์โดยรวมของอาเภอแม่แจ่มไม่เว้ นแม้แต่หมู่บ้านแม่ขี้มูกน้อย
๖๗