โทรมลง เมื่อชาวบ้านถูกกดดันให้ลดรอบหมุนเวียนลง (เหลือ ๒-๓ ปี) หรือบางแห่งต้องทาซ้าที่เดิมจึง
เกิดปัญหาด้านวัชพืช สารเคมี สารกาจัดศัตรูพืชและความหลากหลายของพันธุ์พืชในไร่ลดลง ด้วยรอบ
หมุนที่ลดลงจึงทาให้ผลผลิตข้าวต่า เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ชาวบ้านตัดสินใจปรับเปลี่ยนไปปลูกพืช
พาณิชย์ ใช้ที่ดินอย่างถาวรมากขึ้นและส่งผลให้ข้าวไม่เพียงตลอดทั้งปี ในกรณีนี้เรียกได้ว่าไม่สามารถ
พึ่งพาระบบไร่หมุนเวียนได้อีก
นอกจากนั้น งานของอานันท์และคณะได้สรุปการปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินในระบบไร่หมุนเวียน
ออกเป็น ๗ ทิศทาง ได้แก่ ๑) การปรับรอบหมุนเวียน ๒) การปรับพื้นที่ไร่หมุนเวียนเป็นป่า ๓) การปรับ
พื้นที่ไร่หมุนเวียนเป็นนา ๔) การปรับเปลี่ยนไร่หมุนเวียนเป็นสวน ๕) การปรับเปลี่ยนไร่หมุนเวียนเป็น
ไร่ถาวร ๖) การปรับเปลี่ยนจากไร่หมุนเวียนเป็นไร่สารองและ ๗) การปรับเปลี่ยนไร่หมุนเวียนเป็นพื้นที่
ใช้สอยอื่นๆ โดยแต่ละทิศทางเกิดขึ้น ภายใต้เงื่อนไขและแรงกดดันที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากร
และชุมชนที่ทาไร่หมุนเวียน (ช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา) มาจาก ๓ ปัจจัยหลักสาคัญ คือ แรงกดดันจาก
ภายในชุมชน แรงกดดันจากภายนอกชุมชนและแรงกดดันจากนโยบายรัฐ และยังพบว่า นอกไปจากผลที่
เกิดจากแรงกดดันที่มีต่อความยั่งยืนของทรัพยากรและความมั่นคงของชีวิตแล้ว ยังทาให้เกิดผลกระทบ
สาคัญ อาทิ การสูญเสียที่ดิน จากการลดรอบไร่หมุนเวียนและการปรับเปลี่ยนไร่ให้เป็นนานั้น มีทิศทาง
ไปสู่การสูญเสียที่ไร่หมุนเวียน อันเป็นรากฐานการผลิตข้าวที่สาคัญ เกิดการเบียดขับชุมชนบนพื้นที่สูง
และการขาดความมั่นคงทางด้านสิทธิจากแรงกดดันจากนโยบายเรื่องป่าไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบังคับ
ใช้กฎหมายของรัฐ ที่ผู กขาดการจัดการทรัพยากรและก่อให้ เกิดการลิ ดรอนสิ ทธิของชุมชน เกิดการ
สูญเสียที่ดินไร่หมุนเวียนและการขาดความมั่นคงทางด้านอาหาร จนไม่สามารถทาไร่หมุนเวียนเพื่อผลิต
ข้ า วได้ อ ย่ า งพอเพี ย งอี ก ต่ อ ไปและตามมาด้ ว ยปั ญ หาหนี้สิ นจากการปลู ก พื ช เงิ นสด เช่ น หอมแดง
กะหล่าปลี ฯลฯ ซึ่งมีต้นทุนและมีความเสี่ยงในด้านราคาสูง
งานศึกษาเรื่องไร่หมุนเวียนของ กฤษฎา บุญชัย, พรพณา ก๊วยเจริญและคณะ ในปี ๒๕๕๗๖ ซึง่
ถือเป็นงานศึกษาในยุคหลังที่มีความสัมพันธ์กับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในการผลักดันประเด็น
ดังกล่าวให้นาไปสู่การกาหนดโยบาย งานชิ้นนี้ได้อธิบายในประเด็นปัญหาที่กระทบต่อการดารงอยู่ของไร่
หมุน เวีย นสอดคล้องกับ งานศึกษาของอานันท์ข้างต้น โดยเห็ นว่าแม้ยังไม่มีข้อมูลส ารวจอย่างเป็น
ทางการว่ า ชุม ชนกะเหรี่ ย งยั ง ทาไร่ ห มุ นเวีย นอยู่ เท่ า ใด แต่ จ ากการประมาณการร่ ว มกั บเครือ ข่าย
กะเหรี่ยง พบว่า ชุมชนที่ยังทาไร่หมุนเวียนมีอยู่ไม่มากนักและที่มีอยู่ก็มีการปรับเปลี่ยนไปตามสภาพทาง
เศรษฐกิจ สังคมโดยมากเป็นชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ป่าลึก ในหุบเขา ตามแนวชายแดนที่ยากต่อการเข้าถึง
มีข้อสรุปสาคัญถึงปัจจัยที่กระทบต่อการดารงอยู่ของไร่หมุนเวียนที่ สาคัญ ได้แก่ ปัจจัยทาง
นโยบายมีการกล่าวถึงมากที่สุดคือ การประกาศเขตป่าอนุรักษ์ซ้อนทับพื้นที่ชุมชน ชาวกะเหรี่ยงและ
กลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่ป่า จะถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ควบคุมไม่ให้ทาไร่หมุนเวียนหรืออย่างน้อยที่สุด
ก็จะถูกบังคับให้จากัดพื้นที่และจากัดรอบหมุนเวียน ทาให้ดินเสื่อมโทรม เกิดหญ้ามาก ผลผลิตข้าวต่อไร่
ต่าลง ได้ข้าวไม่ พอกิน ในสถานการณ์รัฐนั้นปิดล้อมไม่ให้คนกะเหรี่ยงมีความเป็นอิสระในการทาไร่
หมุนเวียนตามประเพณีจนเกิดความเปราะบางด้านอาหารปัจจัยที่เข้ามากระหน่าซ้าเติม ก็คือ การเข้ามา
ของเครื อ ข่ า ยทุ น จากภายนอก เช่ น พ่ อ ค้ า นายทุ น ที่ ม าพร้ อ มกั บ พื ช พาณิ ช ย์ การกว้ า นซื้ อ ที่ ดิ น
ตลอดจนโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจของรัฐ ได้เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจพึ่งตนเองให้เป็นเศรษฐกิจการค้า
๖
“โครงการศึกษาไร่หมุนเวียนของกะเหรี่ยงเพื่อเสนอเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” เสนอต่อคณะอุนกรรมการศึกษาไร่หมุนเวียน
เพื่อเสนอเป็นมรดกภูมิปัญหาทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม
๘