ส�ำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ข้อถกเถียงว่า สิทธิในสิ่งแวดล้อมเป็นสิทธิมนุษยชนหรือไม่นั้น ในการพิจารณาจะแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายที่เห็นด้วยว่าสิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิมนุษยชนโดยเอกเทศ ซึ่งได้แก่ กลุ่มประเทศก�ำลังพัฒนาแถบทวีปแอฟริกาและ อเมริกาใต้ที่มุ่งประสงค์คุ้มครองสิทธิในสิ่งแวดล้อม ฝ่ายนี้จะเห็นว่า สิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติส่วนใหญ่ที่ยังคง อุดมสมบูรณ์อยู่ในประเทศก�ำลังพัฒนามากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้น เพื่อมิให้ประเทศพัฒนาแล้วมาถือโอกาส ใช้สอยทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ให้หมดไปจึงสมควรดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยการสถาปนาสิทธิ ในสิ่งแวดล้อมเป็นสิทธิมนุษยชนเพื่อใช้อ้างกับประเทศพัฒนาแล้วในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเรียกร้องให้คุ้มครอง สิทธิในสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับสิทธิในการพัฒนาที่ประเทศพัฒนาแล้วจะต้องช่วยเหลือรับผิดชอบการพัฒนาของประเทศ ก�ำลังพัฒนาด้วย แต่ความเห็นของฝ่ายสนับสนุนนี้ยังคงมีน�้ำหนักน้อยในแง่ของแนวคิดทางกฎหมาย ส่วนฝ่ายที่เห็นว่าสิทธิ ในสิง่ แวดล้อมมิใช่สทิ ธิมนุษยชนซึง่ ข้อถกเถียงส่วนใหญ่จะคล้ายกับข้อถกเถียงทีเ่ กีย่ วกับสิทธิของปัจเจกบุคคล (Individual Rights) หรือสิทธิของกลุ่ม Collective Rights ฝ่ายนี้จะน�ำหลักกฎหมายที่มีอยู่ในอดีตมาอ้างซึ่งมีหลักฐานค่อนข้างชัดเจน เพื่อยังมิให้สิทธิในสิ่งแวดล้อมกลายเป็นสิทธิมนุษยชนที่นานาประเทศจะต้องให้ความเคารพ ซึ่งดูเหมือนว่า สิทธิมนุษยชน ในสิ่งแวดล้อมจะได้รับการยอมรับในสังคมระหว่างประเทศหรือไม่ จะกลายเป็นเรื่องของผลประโยชน์ของแต่ละประเทศ เสียมากกว่าหลักการที่ส�ำคัญ ๒.๒.๒ สิทธิในสิ่งแวดล้อมในฐานะสิทธิร่วมกันของประชาชน (Collective Rights) หรือเป็นเพียง สิทธิเชิงปัจเจกบุคคล (Individual Rights) ในระยะเริ่มแรกของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน นักสิทธิมนุษยชนให้ความส�ำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์อันพึงมีพึงได้ตั้งแต่เมื่อเกิดขึ้นมาซึ่งถือว่าเป็นสิทธิของปัจเจกบุคคล (Individual Rights) เพียงคนเดียวหรือ การละเมิดสิทธินั้นส่งผลต่อบุคคลเพียงคนเดียว68 เช่น การเลือกปฏิบัติต่อเชื้อชาติ เพศ อายุ ศาสนา ภาษา สถานการณ์ แต่งงาน เหล่านี้จะเป็นเพียงการละเมิดต่อสิทธิของมนุษย์ผู้นั้นเพียงคนเดียว นักวิชาการเรียกว่า ลัทธิปัจเจกชนนิยม (Individualism) กล่าวคือ สิทธิมนุษยชนต้องมาจากสิทธิของปัจเจกบุคคลซึง่ ติดตัวมากับมนุษย์ทกุ คน มิใช่สงิ่ ทีเ่ กิดขึน้ หลัง จากที่มนุษย์ผู้นั้นได้เกิดขึ้นมาและเข้าไปอยู่ในสังคมใดสังคมหนึ่ง ปัจเจกบุคคลเท่านั้นที่จะเป็นผู้ถือสิทธิ กลุ่มหรือสมาคม ที่ปัจเจกบุคคลเข้าไปอยู่ร่วมด้วยไม่อาจเป็นผู้ถือสิทธิมนุษยชนได้ เพราะสิทธิมนุษยชนมาจาก “ศีลธรรม” ของมนุษย์ซึ่ง ติดตัวมาแต่เกิด สังคมมนุษย์ไม่อาจถือสิทธิเหนือตัวปัจเจกบุคคลได้69 ในระยะต่อมาเริม่ มีการรับรองและคุม้ ครองสิทธิทางเศรษฐกิจ (Economic) สังคม (Social) และวัฒนธรรม (Culture) เกิดขึน้ โดยเฉพาะอย่างยิง่ การรับรองกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ในปี ๑๙๖๖ (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights) ปรากฏในมาตรา ๑ ซึ่งใช้ค�ำว่า “All peoples have the right of self-determination...” จึงมีนักกฎหมายตีความค�ำว่า “All Peoples” ว่า หมายถึง “กลุม่ บุคคล” เนือ่ งจากเมือ่ พิจารณาตราสารระหว่างประเทศในอดีตทีผ่ า่ นมา หากตราสารมุง่ คุม้ ครองสิทธิมนุษยชน อย่างใด ๆ มักจะใช้ค�ำว่า “Everyone” เช่น มาตรา ๓ ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนใช้ค�ำว่า “Everyone has the right to life...” หรือมาตรา ๘ ใช้ค�ำว่า “Everyone has the right to an effective remedy...” ซึ่งค�ำว่า Everyone ในภาษาอังกฤษเป็นเอกพจน์ใช้กับคน ๆ เดียว ขณะที่ Peoples เป็นพหูพจน์ใช้กับหลาย ๆ คนหรือกลุ่มคน 68 From Collective Rights by Douglas Sander 1991, Human Rights Quarterly, 13, pp 368 From The Virtue of Selfishness (p 92) by Ayn Rand, 1963 U.S.A.: SIGNET Retrieved from http://marsexxx.com/ ycnex/Ayn_Rand-The_Virtue_of_Selfishness.pdf 69 66

Выберите целевой абзац3