ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ประเทศที่เป็นแหล่งก�ำเนิดส�ำนักกฎหมายส�ำคัญทั้งสองส�ำนักเชื่อว่า พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ ไม่มีผู้ใดจะสามารถ ท�ำลายสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าได้สร้างขึ้นมาโดยชอบธรรมได้ เป็นต้น ดังนั้น ที่มาในระยะแรกของสิทธิมนุษยชน ก็คือ ศีลธรรม ตามหลักศาสนา ๑.๒) ส�ำนักกฎหมายธรรมชาติ นักปรัชญาที่ได้รับการยอมรับในอดีตว่าเป็นนักกฎหมายธรรมชาติ ได้แก่ โสเครติส, อริสโตเติล, ฮิวโก โกรติอุส, โธมัส อไควนัส ต่างสร้างทฤษฎีทั้งหลายที่เกี่ยวกับกฎหมายธรรมชาติขึ้นมาหลากหลายทฤษฎี โดยเฉพาะโกรติอุส ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นบิดาแห่งกฎหมายระหว่างประเทศก็ได้ให้นิยามว่า กฎหมายธรรมชาติคือ ค�ำบัญชาในเหตุผลที่ถูกต้อง (The Dictate of Right Reason) ที่ชี้ว่าการกระท�ำอันหนึ่งมีความต�่ำทรามในทางศีลธรรม หรือมีความจ�ำเป็นในทางศีลธรรม ทัง้ นี้ โดยดูจากว่าคุณภาพของการกระท�ำนัน้ เป็นไปตามธรรมชาติหรือขัดแย้งกับธรรมชาติ ทีม่ เี หตุผลของมนุษย์6 อันแสดงให้เห็นว่านักกฎหมายธรรมชาติในยุคแรกก็มคี วามเห็นว่ามนุษย์ไม่ควรกระท�ำการทีต่ ำ�่ ทราม ทางศีลธรรมต่อกัน จอห์น ล็อก และโธมัส ฮ็อบส์ ก็เป็นนักปรัชญาทางกฎหมายธรรมชาติอีกกลุ่มหนึ่ง ที่สร้างความหมายของสิทธิมนุษยชนไว้ค่อนข้างชัดเจนในยุคเริ่มต้น โดยสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ในสภาวะ ธรรมชาติ (Human Beings in a State of Nature) เห็นว่า ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างมีเสรีภาพ สามารถตัดสินใจกระท�ำ หรือไม่กระท�ำอะไรก็ได้ ต่างมีความเท่าเทียมกัน ไม่มีผู้ใดมีสิทธิที่จะก�ำหนดเจตจ�ำนงของผู้อื่น7 ด้วยแนวคิดของส�ำนักกฎหมายธรรมชาติ ต่างเชื่อว่า สิทธิตามธรรมชาติ (Natural Rights) เป็นสิ่งที่สร้างความส�ำคัญให้กับสิทธิมนุษยชน องค์กรผู้มีอ�ำนาจจะต้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยไม่แบ่งแยกชาย หญิง หรือเชื้อชาติ และสิทธิตามธรรมชาตินี้ไม่อาจโอนให้แก่กันได้ (Inalienable) ส�ำนักกฎหมายธรรมชาติเป็นส�ำนักต้นก�ำเนิดของแนวคิดด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีความ เห็นในท�ำนองว่า สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิที่มาจากศีลธรรม (Moral Rights) ตามธรรมชาติ หรือสิทธิที่ติดตัวมาแต่ก�ำเนิด เมื่อบุคคลถือก�ำเนิดมา รัฐต่าง ๆ ต้องให้ความคุ้มครองสิทธิทางศีลธรรมหรือทางธรรมชาติอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่มี กฎหมายใด ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาที่จะสามารถลบล้างสิทธิมนุษยชนได้ ขณะที่ส�ำนักกฎหมายฝ่า���บ้านเมืองเห็นว่า แนวคิด ของส�ำนักกฎหมายธรรมชาติเป็นอภิปรัชญา (Metaphysical) จนเกินไป หรือเป็นสิ่งที่เลื่อนลอยไม่มีหลักชัดเจน8 ดังนั้น แม้ ส�ำนักกฎหมายฝ่ายบ้านเมืองจะยอมรับว่ารัฐจะต้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แต่สิทธิมนุษยชนที่รัฐพึงคุ้มครองจะต้องได้รับ การบัญญัติออกมาเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่ไม่มีขอบเขตและใช้บังคับยากดังแนวความคิด ของส�ำนักกฎหมายธรรมชาติที่ไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น แม้ค�ำว่าสิทธิทางศีลธรรม (Moral Rights) เองก็ยังมีผู้ให้ความเห็นว่ามี ความแตกต่างจากสิทธิทางกฎหมาย (Legal Rights) อยู่บ้าง จึงไม่อาจน�ำสิทธิทางศีลธรรมมาใส่ไว้ในกฎหมายได้ทั้งหมด เนื่องจากสิทธิทางกฎหมายยังคงต้องอาศัยความชอบด้วยกฎหมาย (Lawful) อยู่ด้วย แต่สิทธิทางศีลธรรมเน้นในทางปฏิบัติ 6 Hugo Grotius states that “The law of nature is a dictate of right reason” De Jure Belli et Pacis Book 1 Chapter 1, 1625. Retrieved from https://lonang.com/library/reference/grotius-law-war-and-peace/gro-101/. 7 From The Second and Treaties of Government, by John Locke, 1952. 8 From “Critique of the Doctrine of Inalienable, Natural Rights” by Jeremy Bentham, (1843) Anarchical Fallacies, 2. Retrieved from http://www.ditext.com/bentham/bentham.html. 35

Выберите целевой абзац3