รายงานการศึกษาวิจัย
การเลือกปฏิบัติในการประกอบอาชีพของผูติดเชื้อเอชไอวี
XV
ซึ่ง คช.ปอ. ประกาศใชในป พ.ศ. 2552 แตก็ดูเหมือนวาแนวปฏิบัติทั้งสองฉบับจะไมสามารถบังคับใชไดอยางมี
ประสิทธิภาพ เนื่องจากยังพบวามีสถานประกอบการจํานวนหนึ่งยังมีนโยบายเลือกปฏิบัติตอการประกอบอาชีพ
ของผูติดเชื้อในหลายประเภทกิจการ และในสวน คช.ปอ. ซึ่งแมจะเปนกลไกความรวมมือระหวางภาคราชการและ
ภาคประชาสังคม มีการจัดทํายุทธศาสตรการปองกันและแกไขปญหาเอดสชาติ พ.ศ. 2555-2559 ทีม่ เี ปาหมายหนึง่
ในการลดป ญ หาการเลื อ กปฏิ บั ติ ต อ ผู ติ ด เชื้ อ เอชไอวี แต เ นื่ อ งจากขาดทรั พ ยากรสนั บ สนุ น อย า งต อ เนื่ อ ง
จึงเปนอุปสรรคในการดําเนินงานลดปญหาการเลือกปฏิบัติอยางมีประสิทธิภาพ
ในขณะที่การเขาถึงกลไกภาครัฐเปนเรื่องยาก และนอยครั้งที่ทําใหเกิดการแกไขปญหาในทางปฏิบัติ
กลไกที่ผูติดเชื้อสามารถเขาถึงไดมากที่สุด และสามารถผลักดันใหเกิดการแกไขปญหาเฉพาะหนาไดมากที่สุด
จึงกลายเปนกลไกภาคประชาสังคม อยางไรก็ดี กลไกภาคประชาสังคมที่เนนการทํางานลดการเลือกปฏิบัติ
โดยใชวิธีการเสริมสรางความเขาใจกับผูประกอบการก็มีขอจํากัดในการดําเนินงานเนื่องจากมีทรัพยากรและ
บุคลากรที่จํากัด ดังนั้น จึงจําเปนตองพิจารณาแนวทางและมาตรการที่เหมาะสมในการคุมครองสิทธิในการ
ประกอบอาชีพของผูต ดิ เชือ้ เอชไอวี นอกเหนือจากมุมมองทางกฎหมายและกลไกภาครัฐ จากผลการวิเคราะหบริบท
ของการคุมครองสิทธิผูติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย รูปแบบที่เหมาะสมในการคุมครองสิทธิในการประกอบอาชีพ
ของผูติดเชื้อเอชไอวี จึงเปนรูปแบบการสงเสริมการคุมครองสิทธิในการประกอบอาชีพของผูติดเชื้อเอชไอวี
ในภาคประชาสังคม โดยสนับสนุนและเสริมพลังใหกลไกในภาคประชาสังคมที่สามารถดําเนินงานคุมครองสิทธิ
ในการประกอบอาชีพของผูติดเชื้อเอชไอวีอยูแลว มีทรัพยากรในการดําเนินงานที่เพียงพอ เพื่อใหสามารถเขาถึง
ผู ที่ ป ระสบป ญ หาได อ ย า งกว า งขวางขึ้ น และเสริ ม พลั ง ให ผู ติ ด เชื้ อ มี ศั ก ยภาพในการคุ ม ครองสิ ท ธิ แ ละดู แ ล
ซึ่งกันและกันอยางยั่งยืน แนวทางการคุมครองสิทธิในการประกอบอาชีพของผูติดเชื้อเอชไอวีในดานนี้ มีดังนี้
3.2.1 คณะกรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห ง ชาติ ควรกํ า หนดมาตรการที่ ชั ด เจนในการสนั บ สนุ น
การดําเนินงานขององคกรเอกชนดานสิทธิมนุษยชน ตลอดจนเจาของปญหาที่ไดรับผลกระทบในการเลือกปฏิบัติ
และละเมิ ด สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนในประเด็ น ดั ง กล า ว โดยอาจพิ จ ารณาแนวทางการส ง เสริ ม สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนในภาค
ประชาสังคม ดวยการจัดตั้งกองทุนเพื่อสงเสริมการคุมครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งเสนอแนะไปยังรัฐบาล
เพื่อใหมีการตั้งกองทุนเพื่อสงเสริมและคุมครองสิทธิมนุษยชนของผูติดเชื้อเอชไอวีผานคณะกรรมการแหงชาติ
วาดวยการปองกันและแกไขปญหาเอดส (คช.ปอ.) ทั้งนี้ เพื่อลดชองวางในการดําเนินงานเพื่อคุมครองสิทธิในการ
ประกอบอาชีพของผูติดเชื้อเอชไอวีของภาครัฐ โดยยอมรับและสนับสนุนใหเกิดความรวมมือจากภาคประชาสังคม
และเสริมความเขมแข็งใหกับองคกรภาคประชาสังคมและเจาของปญหาใหมีสวนในการแกไขปญหาอยางยั่งยืน
โดยถือเปนการใชอํานาจตามมาตรา 257 (7) ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2550 และมาตรา 24 แหงพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ พ.ศ. 25427
3.2.2 คณะกรรมการสิทธิมนุษชนแหงชาติ ตองใหความสําคัญกับการแกไขปญหาการเลือกปฏิบัติ
ในการประกอบอาชีพของผูติดเชื้อเอชไอวีที่ตนเหตุคือ การขาดความรูความเขาใจที่สําคัญในเรื่องการติดตอและ
สิทธิของผูติดเชื้อเอชไอวี จึงจําเปนตองใหความสําคัญกับมาตรการสรางความรูความเขาใจเพื่อการแกไขปญหา
การละเมิดสิทธิ สงเสริมใหมีการสรางความรูความเขาใจตอสาธารณชนในเรื่องการติดเชื้อเอชไอวี ความกาวหนา
7
ตามมาตรา 257 (7) แหงในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 บัญญัตอิ าํ นาจหนาทีข่ องคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนไวดงั นี้ “สงเสริม
ความรวมมือและการประสานงานระหวางหนวยราชการ องคการเอกชน และองคกา��อืน่ ในดานสิทธิมนุษยชน” และมาตรา 23-24 แหงพระราชบัญญัติ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ พ.ศ. 2542 กลาวถึงบทบาทขององคการเอกชนดานสิทธิมนุษยชนในฐานะกลไกการทํางานรวมกับคณะกรรมการ
สิทธิมนุษยชนแหงชาติ