แหง
a i l aชาติ
N
nd
งา
สํานaักtio nal
Th
นค
ณ
ยชน
m a ะกรรมการสิทธิมนุษ o n of
n
ssi
Hu
Rights C om m i
ซึ่งมักถูกกลาวหาวาเปนตนเหตุของปญหาการลดลงของพื้นที่ปาไม เชน ในป พ.ศ. 2533 กรมปาไมไดรวมกับ
หนวยงานภาครัฐอืน่ ๆ โดยเฉพาะอยางยิง่ กับกองทัพบก (กองอํานวยการรักษาความมัน่ คงภายใน) ดําเนินโครงการ
จัดสรรที่ดินทํากินแกราษฎรผูยากไรในพื้นที่ปาสงวนเสื่อมโทรม หรือที่รูจักกันในนาม “คจก.” โดยมีการอพยพ
ชาวบ า นที่ อ าศั ย อยู อ ย า งกระจั ด กระจายในเขตป า ต น นํ้ า ให ม าอยู ร วมกั น ในเขตพื้ น ที่ ป า สงวนเสื่ อ มโทรม
และมีความเปราะบางทางระบบนิเวศ ทัง้ นี้ ทางโครงการวางแผนทีจ่ ะดําเนินการกับราษฎรทีอ่ ยูใ นเขตปาทัว่ ประเทศ
โดยไดริเริ่มการดําเนินโครงการที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเปนพื้นที่แรกในพื้นที่อพยพทางโครงการฯ ไดจัดตั้ง
ระบบหมูบานและจัดสรรที่อยูอาศัยและที่ดินทํากินใหกับเกษตรกรในพื้นที่เปาหมายและเมื่ออพยพชาวบาน
ออกไปแลว ทางกรมปาไมและหนวยงานที่เกี่ยวของไดทําการปลูกปาเพื่อฟนฟูระบบนิเวศตนนํ้าโดยไมไดคํานึงวา
การอพยพชาวบานออกจากพืน้ ทีต่ น นํา้ นอกจากไมนาํ ไปสูก ารฟน ฟูและรักษาพืน้ ทีป่ า ไมแลว ยังนําไปสูค วามขัดแยง
ระหวางเจาหนาที่ของรัฐและชาวบานที่อาศัยอยูในเขตปาอีกดวย
อยางไรก็ดี มีการโตแยงจากนักวิชาการทัง้ ไทยและตางประเทศในเรือ่ งขอกลาวหาของรัฐทีว่ า “ชาวบาน
ทําลายปา” นักวิชาการกลุม นีพ้ ยายามชีใ้ หเห็นถึงความสลับซับซอนของปญหาการทําลายปา ซึง่ มีขอ สรุปรวมกันวา
สาเหตุสําคัญของปญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรปาไมสืบเนื่องจากนโยบายการพัฒนาของรัฐที่มุงเนน
การผลาญทรัพยากรและการรักษาความมั่นคงของชาติ การลดลงของพื้นที่ปาจึงเกี่ยวของโดยตรงกับการพัฒนา
เศรษฐกิจการเมืองและสังคม แตดูเหมือนวาขอโตแยงดังกลาวไมไดนําไปสูการทบทวนและสรางนโยบายปาไม
ที่เอื้อประโยชนตอชาวบานเทาไรนัก
นโยบายการจั ด การป า ของไทยยั ง คงเน น การอนุ รั ก ษ แ ละคุ ม ครองความหลากหลายทางชี ว ภาพ
โดยยังคงมองชาวบานเปนศัตรูสาํ คัญของทรัพยากรปาไมในชวงปลายทศวรรษ 2520 คณะรัฐมนตรีมมี ติผา นนโยบาย
ปาไมแหงชาติ พ.ศ. 2528 ซึ่งกําหนดใหประเทศควรมีพื้นที่ปาไมอยางนอยรอยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ
โดยแบงเปนพื้นที่ปาอนุรักษรอยละ 25 และอีกรอยละ 15 เปนพื้นที่ปาเศรษฐกิจ เพื่อบรรลุนโยบายดังกลาว
กรมปาไมในฐานะหนวยงานทีร่ บั ผิดชอบไดดาํ เนินยุทธศาสตรอยางนอย 2 ยุทธศาสตรหลักไดแก 1) การเรงประกาศ
พื้นที่อนุรักษ ซึ่งรวมถึงพื้นที่อุทยานแหงชาติและเขตรักษาพันธุสัตวปา และ 2) การสงเสริมใหภาคเอกชนเขามา
ลงทุนปลูกสรางสวนปาขนาดใหญโดยเฉพาะสวนปายูคาลิปตัส ซึ่งยุทธศาสตรทั้งสองของกรมปาไมนําไปสู
ความขัดแยงกับชาวบานในพื้นที่ปาซึ่งอาศัยปาในการดํารงชีพตัวอยางที่สําคัญและเปนกรณีศึกษาของผูเขียน
ไดแก กรณีความขัดแยงระหวางชาวบานหวยแกว ตําบลหวยแกว อําเภอแมออน จังหวัดเชียงใหมกับนักธุรกิจ
ในทองถิ่น โดยกรมปาไมอนุญาตใหนักธุรกิจเชาพื้นที่ปาสงวนแหงชาติจํานวน 235 ไรเพื่อทําการปลูกสรางสวนปา
ซึง่ พืน้ ทีด่ งั กลาวเปนพืน้ ทีท่ ชี่ าวบานหวยแกวอางวาเปนพืน้ ทีต่ น นํา้ ลําธารแหลงเก็บหาของปาและพืน้ ทีเ่ ลีย้ งสัตวของ
ชุมชน ดังนั้น พวกเขาจึงตอตานการเชาที่ดินของเอกชนจากรัฐและกลายเปนปญหาความขัดแยงในที่สุด นอกจากนี้
การเรงประกาศพื้นที่อนุรักษที่ขาดการปรึกษาหารือกับชาวบานและ���นวยงานที่เกี่ยวของในระดับทองถิ่น
อยางเหมาะสมทําใหเกิดปญหาการซอนทับระหวางพื้นที่ทํากินของชาวบานกับพื้นที่อนุรักษจากการประเมิน
ของ ICEM (2003) พบวา มีชาวบานติดอยูในเขตปาของรัฐโดยเฉพาะในเขตพื้นที่ปาอนุรักษไมนอยกวา
500,000 คน
รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง “เพื่อปรับปรุงแกไข
นโยบายกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนดานที่ดินและปาไม”
29