แหง a i l aชาติ N nd งา สํานaักtio nal Th นค ณ ยชน m a ะกรรมการสิทธิมนุษ o n of n ssi Hu Rights C om m i บางปะอิน เมื่อ ร.ศ. 120 ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2444 หลังจากนั้น ไดมีการสถาปนากรมทะเบียนที่ดิน หรือกรมที่ดิน ปจจุบันขึ้นในกระทรวงเกษตราธิการ เมื่อ 17 กุมภาพันธ พ.ศ. 2444 และมีการออกพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2451) ซึ่งไดรวบรวมการดําเนินการเรื่องที่ดินแตดั้งเดิมหลายฉบับไวเปนฉบับเดียว และถือเปน มูลฐานของกฎหมายเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินตอมา โดยไดมีการแกไขเพิ่มเติมเปนพระราชบัญญัติออกโฉนด ที่ดินอีกหลายฉบับ ฉบับสุดทาย คือ พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2479 ซึ่งไดวิวัฒนาการ จนเปนประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ใชบังคับเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินและหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ตาง ๆ สืบมาจนถึงปจจุบัน ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 1 สิทธิในที่ดินหมายความถึง “กรรมสิทธิ์ และใหหมายความรวมถึง สิทธิครอบครองดวย” และมาตรา 2 “ที่ดินซึ่งมิไดตกเปนกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ใหถือวาเปนของรัฐ” และมาตรา 3 “บุคคลยอมมีกรรมสิทธิ์ที่ดินในกรณีดังตอไปนี้ (1) ไดมาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามบทกฎหมาย กอนวันที่ ประมวลกฎหมายนี้ใชบังคับ หรือไดมาซึ่งโฉนดที่ดินตามบทแหงประมวลกฎหมายนี้ (2) ไดมาซึ่งกรรมสิทธิ์ ตามกฎหมายวาดวยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพหรือกฎหมายอื่น” สําหรับประเภทของที่ดิน แบงออกเปน 2 ชนิด คือ ที่ดินของเอกชน และที่ดินของรัฐ โดยที่ดินเอกชน แบงไดเปน 2 ประเภท คือ 1) ที่ดินที่มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ อันไดแก โฉนดที่ดิน โฉนดตราจอง เปนที่ดิน ที่ทางราชการออกให และ 2) ที่ดินมือเปลา หมายถึง ที่ดินที่ยังไมมีหนังสือสําคัญแสดงกรรมสิทธ แตอาจมี หลักฐานสําหรับที่ดิน เชน ใบจอง (น.ส.2) ใบเหยียบยํ่า ตราจอง แบบแจงการครอบครอง (ส.ค.1) แบบหมายเลข 3 หนังสือรับรองการทําประโยชน (น.ส.3 หรือ น.ส.3ก.) ผูครอบครองที่ดินดังกลาวนี้ กฎหมายถือวา มีสิทธิ์ เพียงครอบครองเทานั้น สวนที่ดินของรัฐ แบงออกได 2 ประเภท คือ 1) ที่ดินที่เปนสาธารณสมบัติของแผนดิน หมายถึง ที่ดินอันเปนทรัพยสินทุกชนิดของแผนดินที่ใชเพื่อสาธารณประโยชน หรือสงวนไวเพื่อประโยชนรวมกัน เชน ที่ดินรกรางวางเปลา และที่ดินซึ่งมีผูเวนคืน หรือทอดทิ้ง ที่ดินสําหรับพลเมืองใชรวมกัน เปนตนวา ที่ชายตลิ่ง ทางนํ้าทางหลวง ทะเลสาบ ที่ทําเลเลี้ยงสัตว ปาชาสาธารณะ ที่ดินที่ใชเพื่อประโยชนของแผนดินโดยเฉพาะ เชน ปอม โรงทหาร ทีต่ งั้ สํานักงานทางราชการ และทีด่ นิ สงวนไวเพือ่ ใชประโยชนรว มกัน เชน ทีด่ นิ ปาสงวนแหงชาติ ที่ดินอุทยานแหงชาติ และเขตรักษาพันธุสัตวปา เปนตน 2) ที่ดินอันเปนทรัพยสินของแผนดินธรรมดา หมายถึง ที่ดินที่รัฐถือสิทธิในที่ดินเชนเดียวกับเอกชนทั่วไป เชน ที่ดินราชพัสดุ ที่กรมธนารักษใหเอกชนเชา (วนิดา, 2536 อางจาก สุพรรณี ทักษิณสัมพันธ, 2547) จากนิยามและคําอธิบายขางตนชี้ใหเห็นวา การกําหนดสิทธิที่ดินเบื้องตนยังใหความหมายครอบคลุม ถึงสิทธิครอบครองดวย ดังนั้น ผูที่ครอบครองที่ดินอยูสืบตอกันมาเปนรุน ๆ แตครั้งบรรพบุรุษโดยไมมีผูอื่น มาครอบครองใชประโยชน ก็ยอ��จะตองมีสิทธิในที่ดินผืนนั้น ๆ แตในประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 3 ไดไป จํากัดสิทธิของผูมีกรรมสิทธิ์ที่ดิน โดยระบุใหบุคคลมีกรรมสิทธิ์ที่ดินไดใน 2 กรณีเทานั้นคือ ไดมาซึ่งกรรมสิทธิ์ ตามบทกฎหมาย กอนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใชบังคับ หรือไดมาซึ่งโฉนดที่ดินตามบทแหงประมวลกฎหมายนี้ และไดมาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายวาดวยการจัดที่ดิน เพื่อการครองชีพหรือกฎหมายอื่น ซึ่งหมายถึง ไดสิทธิ จากรัฐจัดที่ดินใหใหม ประมวลกฎหมายที่ดิน จึงทําใหผูที่ครอบครองอยูอาศัยทํากินในที่ดินกอนหรือหลัง 22 รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง “เพื่อปรับปรุงแกไข นโยบายกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนดานที่ดินและปาไม”

Выберите целевой абзац3