ผลการดำ�เนินงานปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙
การประชุมในครั้งนี้ ถือเป็นการเข้าร่วมในภารกิจระหว่างประเทศเป็นครั้งแรกของประธาน กสม. ชุดที่ ๓
นับตั้งแต่เข้ารับต�ำแหน่งตั้งแต่เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๘ โดยการประชุมแบ่งออกเป็น ๒ ช่วง ช่วงแรก ในวันที่ ๒๑
มีนาคม ๒๕๕๙ เป็นการประชุมกลไกบริหาร (Bureau) ของ ICC ประกอบด้วย สมาชิก ๑๖ ประเทศ จาก ๔ ภูมิภาค ได้แก่
ภูมภิ าคแอฟริกา เอเชีย-แปซิฟกิ อเมริกา และยุโรป ภูมภิ าคละ ๔ ประเทศ แม้ กสม. ของไทยจะมิได้เป็นสมาชิก Bureau ของ
ICC แต่กส็ ามารถเข้าร่วมประชุมได้ในฐานะผูส้ งั เกตการณ์ (Observer) ส�ำหรับประเด็นทีม่ กี ารหารือในทีป่ ระชุมส่วนใหญ่ ได้แก่
ประเด็ น ในเรื่ อ งการบริ ห าร อาทิ ความร่ ว มมื อ กั บ หน่ ว ยงานของสหประชาชาติ ซึ่ ง ท� ำ หน้ า ที่ ใ นการสนั บ สนุ น การ
ด�ำเนินงานของ ICC การรับทราบความคืบหน้าในกิจกรรมต่าง ๆ ของเครือข่ายในระดับภูมภิ าค การปฏิบตั ติ ามแผนยุทธศาสตร์
ของ ICC สถานะทางการเงินและการช�ำระค่าบ�ำรุงประจ�ำปีของสมาชิก การรับรอง TOR ของคณะท�ำงานของ ICC ซึ่งมีการ
จัดตั้งขึ้นใหม่ ได้แก่ ICC Working Group on Ageing รวมทั้งการแก้ไขธรรมนูญของ ICC (ICC Statute) โดยเฉพาะ
ในประเด็นเรือ่ งความชัดเจนของกระบวนการประเมินและทบทวนสถานะ (Accreditation Process) ของสถาบันสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติใน ICC เช่น การก�ำหนดขั้นตอนและระยะเวลาในการชี้แจงเพิ่มเติมหรือปฏิเสธ (challenge) ข้อเสนอแนะ
(recommendations) ของคณะอนุกรรมการประเมินสถานะ (Sub–Committee on Accreditation) ของ ICC การทบทวน
สถานะของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในลักษณะ Special Review และสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่อยู่ภายใต้
สถานการณ์พิเศษ (exceptional circumstances) เป็นต้น
การประชุมช่วงที่ ๒ ระหว่างวันที่ ๒๒ - ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๙
เป็นช่วงการประชุมทีเ่ รียกว่า General Meeting ซึง่ สถาบันสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติไม่ว่าจะมีสถานะ ‘A’ หรือ ‘B’ สามารถเข้าร่วมประชุมได้
ระเบียบวาระส�ำคัญของการประชุมในช่วงนี้ ได้แก่ (๑) บทบาทของสถาบัน
สิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการติดตาม (follow-up) Merida Declaration โดย
เฉพาะการติดตามการด�ำเนินงานของรัฐโดยอาศัยขอบเขตอ�ำนาจหน้าที่
ที่กว้างขวางของสถาบันสิทธิฯ ทั้งในด้านการส่งเสริมและคุ้มครอง
สิทธิมนุษยชนที่สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ โดยเน้นการ
่
ให้ค�ำแนะน�ำหรือค�ำปรึกษาเกี่ยวกับแนวนโยบาย กฎหมาย การอบรม บทที
๓
ให้ความรู้ การสร้างความตระหนักรู้ การวิเคราะห์และประเมินผลกระทบตลอดจนการรับเรือ่ งร้องเรียน (๒) บทบาทของสถาบัน
สิทธิมนุษยชนแห่งชาติในสถานการณ์ความขัดแย้งและหลังเหตุการณ์ความขัดแย้ง (The role of NHRIs in conflict and post conflict
situations) โดยยึดสาระส�ำคัญของปฏิญญากรุงเคียฟ (Kyiv Declaration) ซึง่ ก�ำหนดให้สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดำ� เนินมาตรการ
ต่าง ๆ ทีส่ ำ� คัญเพือ่ แก้ไขผลกระทบของสถานการณ์ทมี่ ตี อ่ สังคม การจัดการกับปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน การน�ำผูก้ ระท�ำผิด
มาลงโทษโดยผ่านกระบวนการสอบสวน การสร้างสันติภาพ การส่งเสริมความปรองดอง และการเยียวยาผูไ้ ด้รบั ผลกระทบ ส�ำหรับ
ประเด็นอืน่ ๆ ทีม่ กี ารหารือ ได้แก่ สถานการณ์ผอ้ ู พยพโดยเฉพาะในทวีปยุโรป ซึง่ อยูใ่ นขัน้ วิกฤติ และการต่อสูก้ บั การละเมิดสิทธิมนุษยชน
ซึง่ มีสาเหตุมาจากการแบ่งแยกทางเชือ้ ชาติ การสร้างความเกลียดชัง และการใช้ความรุนแรง ทัง้ นี้ ทีป่ ระชุมได้เล็งเห็นถึงความส�ำคัญ
ของการน�ำแนวทางสิทธิมนุษยชน (human rights approach) มาใช้ในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการผลักดันให้ประเด็นสิทธิมนุษยชน
ได้รบั การรับรองอยูใ่ นนโยบายของรัฐ การสร้างความตระหนักรูใ้ ห้กบั รัฐบาลและรัฐสภาซึง่ ต้องมีความรับผิดชอบในเรือ่ งดังกล่าว
นอกจากนี้ สถาบันสิทธิฯ ยังสามารถท�ำหน้าทีเ่ ป็นกลไกเชือ่ มโยงระหว่างรัฐและเครือข่ายต่าง ๆ ทัง้ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม
และภาคเอกชนในการท�ำงานเพือ่ บรรลุพนั ธกรณีตามทีป่ รากฏในสนธิสญั ญาระหว่างประเทศทางด้านสิทธิมนุษยชน
ในช่วงสุดท้ายของการประชุมในวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๙ ที่ประชุมได้รับรองการเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการ
ของคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจาก International Coordinating
Committee on the National Human Rights Institutions หรือ ICC เป็น Global Alliance of National Human Rights Institutions
หรือ GANHRI พร้อมกับรับรองการเข้ารับต�ำแหน่งประธาน GANHRI ของศาสตราจารย์ Beate Rudolf ประธานสถาบันสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
73
ประจำ�ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙