ความจ�ำเป็น โดยเฉพาะต่อสิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็น และสิทธิในความเป็นส่วนตัว ดังนัน้
จึงอาจกล่าวได้ว่าการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคลในเชิงโครงสร้างของกฎหมายยังคงด�ำเนินไป
โดยขาดความสมดุลและขาดความสอดคล้องต่อหลักการของ ICCPR และรัฐธรรมนูญ
แม้ในปี ๒๕๕๘ รัฐบาลจะได้มคี วามพยายามในการยกร่างพระราชบัญญัตคิ มุ้ ครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ แล้วก็ตาม แต่
ในปี ๒๕๕๙ ร่างพระราชบัญญัตนิ กี้ ย็ งั ไม่มคี วามชัดเจนว่ามีการพิจารณาคืบหน้าไปอย่างไร ทัง้ ทีเ่ ป็นร่างกฎหมายทีม่ เี จตนารมณ์
ในการคุม้ ครองสิทธิของบุคคลและสร้างภาระหน้าทีต่ อ่ องค์กรหรือหน่วยงาน ซึง่ มีหน้าทีใ่ นการด�ำเนินการต่อข้อมูลส่วนบุคคล
และยังมีบทบัญญัตบิ างประการทีส่ ร้างความกังวลว่าไม่อาจให้ความคุม้ ครองสิทธิของประชาชนได้อย่างเหมาะสม จึงถือได้วา่
เป็นกระบวนการยกร่างกฎหมายทีม่ คี วามล่าช้าและไม่เป็นทีร่ บั ทราบของสังคมมากนัก ทัง้ นี้ สังเกตได้จากการทีค่ ณะรัฐมนตรี
ได้มีมติเห็นชอบต่อหลักการของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดร่างกฎหมายดิจิทัล
เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗ และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นเรื่องเสร็จที่ ๑๑๓๕/๒๕๕๘ จนกระทั่ง
ในปี ๒๕๕๙ ก็ยังอยู่ระหว่างการทบทวนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ประเทศไทยก�ำลังประสบปัญหาการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคลอย่างต่อเนื่องและ
มีแนวโน้มเพิม่ จ�ำนวนมากขึน้ หากเทคโนโลยีการติดต่อสือ่ สารมีความก้าวหน้าและเข้ามามีบทบาทในการขับเคลือ่ นสังคมและ
วิถชี วี ติ ของบุคคลมากขึน้ เท่าใด โดยทีป่ ระเทศไทยยังขาดกลไกหรือมาตรการทีจ่ ะให้ความคุม้ ครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวและ
ข้อมูลส่วนบุคคล รวมทัง้ บุคคลยังขาดความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักในการใช้สทิ ธิของตนโดยค�ำนึงถึงสิทธิของบุคคลอืน่
อย่างเหมาะสมเพียงพอ โอกาสที่สิทธิในความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคลจะตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการถูกละเมิด
ไม่วา่ จะโดยพลการหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็จะเพิม่ มากยิง่ ขึน้ ด้วย ดังนัน้ จึงเป็นหน้าทีข่ องรัฐในการด�ำเนินการพัฒนาความรู้
ความเข้าใจต่อผู้ด�ำเนินการที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคลทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน
ตลอดจนการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ การสร้างจิตส�ำนึกและความตระหนักในสิทธิในความเป็นส่วนตัวของบุคคล
เพือ่ ให้ทนั ต่อความเปลีย่ นแปลงของเทคโนโลยีการติดต่อสือ่ สาร และการบังคับใช้พระราชบัญญัตคิ มุ้ ครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ
ในอนาคตต่อไป
๓.๔ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุม
๓.๔.๑ หลักการสิทธิมนุษยชน
รั ฐ ธรรมนู ญ แห่ ง ราชอาณาจั ก รไทย พุ ท ธศั ก ราช ๒๕๕๐ รั บ รองสิ ท ธิ
และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไว้ในมาตรา ๔๕ ว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพ
ในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาและการสือ่ ความหมาย
โดยวิธีอื่น การจํากัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตาม
บทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ
เกียรติยศชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษา
ความสงบเรี ย บร้ อ ยหรื อ ศี ล ธรรมอั น ดี ข องประชาชน หรื อ เพื่ อ ป้ อ งกั น หรื อ ระงั บ
ความเสือ่ มทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน โดยรัฐธรรมนูญฯ ฉบับชัว่ คราว พุทธศักราช ๒๕๕๗ ยังคงให้การรับรองว่า
สิทธิและเสรีภาพที่เคยได้รับมาย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยร่างรัฐธรรมนูญฯ (ฉบับลงประชามติ)๑๐๘
ยังรับรองสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไว้ในมาตรา ๓๔ ว่า “บุคคลยอมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
การพูด การเขียน การพิมพ การโฆษณา และการสือ่ ความหมายโดยวิธอี นื่ การจาํ กัดเสรีภาพดังกลาวจะกระทาํ มิได้ เว้นแต่โดย
๑๐๘
ปัจจุบันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐
รายงานผลการประเมินสถานการณ์
90
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๕๙
Select target paragraph3
Connect to a paragraph
Connect to an entity
Disable highlights
Add to table of contents