นอกจากนี้ ประธาน กสม. ยังได้มีโอกาสหารือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของ Asia Pacific Forum (APF) เกีย่ วกับแนวทางการด�ำเนินการและการชีแ้ จงต่อข้อสังเกตของ Sub-Committee on Accreditation (SCA) ��นประเด็นต่าง ๆ ทีท่ ำ� ให้ กสม. ถูกปรับลดสถานะจาก (A) เป็น (B) เพือ่ เป็นการเตรียมการขอให้ SCA ทบทวนการจัดสถานะของ กสม. ในอนาคต ๒) การประชุมทุก ๓ ปี (Triennial Conference) ของ ICC ระหว่างวันที่ ๕ - ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๘ ณ เมืองเมริดา ประเทศสหรัฐเม็กซิโก เป็นการประชุมเพือ่ หารือร่วมกันถึงบทบาทของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการปฏิบตั ติ ามเป้าหมายว่าด้วย การพัฒนาอย่างยัง่ ยืน (Sustainable Development Goals - SDGs) ซึง่ ทีป่ ระชุมระดับสุดยอดของสหประชาชาติ ระหว่าง วันที่ ๒๕ - ๒๗ กันยายน ๒๕๕๘ ทีน่ ครนิวยอร์ก โดยทีป่ ระชุมได้รบั รอง เอกสารสุดท้ายของการประชุม (Outcome Statement) ภายใต้ชอื่ ปฏิญญาเมริดา (Merida Declaration) โดยมีสาระส�ำคัญว่าด้วยการด�ำเนินงานของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทีเ่ กีย่ วข้องกับเป้าหมาย SDGs การรณรงค์เพือ่ สร้างความรูค้ วามเข้าใจให้กบั หน่วยงานของรัฐบาล ตลอดจนประชาชนและ ภาคส่วนต่าง ๆ โดยการน�ำแนวทาง human rights – based approach มาใช้ในการปฏิบัติตามและติดตามผล SDGs ซึง่ รวมถึงการประเมินผลกระทบจากการใช้กฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนาระดับชาติ ตลอดจนการจัดสรรงบประมาณเพือ่ ให้มี การเข้าถึงสิทธิมนุษยชนส�ำหรับทุกคน นอกจากนี้ สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะต้องเสริมสร้างความสัมพันธ์ในฐานะเป็นหุ้นส่วน โดยผ่าน กระบวนการปรึกษาหารือและเน้นการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชนและภาคประชาสังคมในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติตาม SDGs โดยเฉพาะการจัดท�ำแผนยุทธศาสตร์ในระดับชาติ ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการจัดท�ำตัวชี้วัดและระบบการจัดเก็บ ข้อมูลที่มีคุณภาพเพื่อใช้ในการติดตามและรายงานผลการด�ำเนินงานของรัฐบาลในการปฏิบัติตามเป้าหมาย SDGs ทั้งใน ประเด็นความคืบหน้าและอุปสรรคเพื่อเสนอต่อรัฐสภาและสาธารณชน รวมทั้งกลไกระหว่างประเทศต่าง ๆ ๓.๗.๒ ความร่วมมือในระดับภูมภิ าคเอเชีย-แปซิฟกิ ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชน แห่งชาติในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APF) กรอบความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia Pacific Forum of National Human Rights Institutions หรือ APF) จัดตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๓๙ เป็นองค์กรที่มีวัตถุประสงค์ในการเสริมสร้าง ความร่วมมือและความเข้มแข็งระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยผ่านกิจกรรมการอบรม การสัมมนา การดูงาน การหารือในระดับสูง การแลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ และพัฒนาศักยภาพ รวมทั้งการจัดท�ำท่าทีร่วมกัน ในเวทีการประชุมระหว่างประเทศที่ส�ำคัญ ปัจจุบัน APF มีสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคเป็นสมาชิกทั้งสิ้น ๒๔ แห่ง แบ่งออกเป็นสมาชิกสามัญ (Full Members) ซึ่งมีสิทธิในการออกเสียง จ�ำนวน ๑๕ แห่ง และสมาชิกสมทบ หรือ Associate Members ซึ่งไม่มีอ�ำนาจในการออกเสียง จ�ำนวน ๙ แห่ง (รวมทั้ง กสม. ของไทย) ในปี ๒๕๕๙ กสม. ได้ส่ง ผู้แทนเข้าร่วมการประชุมในกรอบ APF จ�ำนวน ๑ ครั้ง คือ การประชุม Senior Executive Officers (SEO) Roundtable ระหว่างวันที่ ๓ - ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย การประชุมแบ่งออกเป็น ๒ ช่วง โดยวันแรก เป็นการหารือเกี่ยวกับปัญหาการบริหารงานของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ส�ำคัญและแนวทางในการแก้ไข ปัญหารวมทั้งได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในอ�ำนาจหน้าที่ของผู้บริหาร ส�ำนักงาน ส่วนวันที่สองและสาม เป็นการอบรมเพื่อให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมประชุมในเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับน�้ำ เพือ่ ประโยชน์ในการด�ำเนินงานของสถาบันสิทธิฯ ในประเด็นทีเ่ กีย่ วกับน�ำ้ ซึง่ สามารถน�ำไปปรับใช้กบั สิทธิดา้ นเศรษฐกิจและ สังคมอื่น ๆ ได้ด้วย ก��รประชุม SEO Roundtable เป็นการประชุมที่มีประโยชน์ท�ำให้ได้รับทราบปัญหาในการด�ำเนินงาน ของสถาบันสิทธิฯ ในภูมภิ าคซึง่ หลายปัญหามีความคล้ายคลึงกัน ทัง้ นี้ ในอนาคต APF อาจพิจารณาจัดท�ำเอกสารในลักษณะ คู่มือเพื่อเป็นแนวทางในการด�ำเนินงานที่จะเป็นประโยชน์ส�ำหรับสถาบันสิทธิฯ ในภูมิภาคต่อไป รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 74 ประจำ�ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙

Select target paragraph3