ในกรณีของประเทศไทย พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายเฉพาะ ที่วางหลักห้ามเลือกปฏิบัติอันเกี่ยวข้อง
กับเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติบางเหตุ และเกี่ยวข้องกับมิติของการเลือกปฏิบัติบางด้าน แต่ยังไม่มีกฎหมายกลางที่ครอบคลุม
อย่างกว้างถึงเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติและมิติของการเลือกปฏิบัติทั้งหมดในภาพรวม
ข้อเสนอแนะ
(๑) ข้อเสนอแนะในภาพรวม
(๑.๑) เสนอให้ไทยปรับโครงสร้างกฎหมายโดยยกเลิกกฎหมายเฉพาะฉบับต่าง ๆ ทีม่ หี ลักการห้ามเลือกปฏิบตั ิ
โดยรวมหลักการห้ามเลือกปฏิบตั เิ ข้ามาอยูใ่ นกฎหมายกลางอันเป็นกฎหมายหลักฉบับเดียว ซึง่ เป็นแนวทางของสวีเดนในการ
ปรับปรุงกฎหมายเลือกปฏิบัติ
(๑.๒) เสนอให้ไทยปรับโครงสร้างกฎหมายโดยเพิ่มเติมกฎหมายกลาง แต่ยังคงกฎหมายเฉพาะฉบับต่าง ๆ ไว้
ทั้งนี้ เพื่อให้กฎหมายกลางสามารถครอบคลุมการเลือกปฏิบัติอื่น ๆ ที่อยู่นอกขอบเขตของกฎหมายเฉพาะดังกล่าวนั่นเอง
ผลการดำ�เนินงานปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙
(๒) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ
แม้วา่ หลักของรัฐธรรมนูญจะรับรองถึงความเท่าเทียมกันและห้ามเลือกปฏิบตั ิ แต่กย็ งั คงมีปญ
ั หาถึงความชัดเจน
ในการคุม้ ครองการเลือกปฏิบตั ริ ะหว่างเอกชนต่อเอกชนด้วยกันและปัญหาอืน่ ๆ ซึง่ ผูว้ จิ ยั ได้มขี อ้ เสนอแนะ ๔ ประการ ดังนี้
(๒.๑) ข้อเสนอในการบัญญัติหลักการเลือกปฏิบัติภาครัฐและภาคเอกชน โดยเสนอให้ปรับปรุงแก้ไข
รัฐธรรมนูญในส่วนของการเลือกปฏิบัติโดยวางหลักรับรองความเท่าเทียมกันและห้ามเลือกปฏิบัติทั่วไป โดยแยกการเลือก
ปฏิบัติออกเป็นการกระท�ำของรัฐและเอกชน ในส่วนภาครัฐนั้น เสนอให้มีหลักการว่า “รัฐจะต้องไม่เลือกปฏิบัติอย่าง
ไม่เป็นธรรมทั้งโดยตรงและโดยอ้อมต่อบุคคล ด้วยเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติซึ่งรวมถึง เชื้อชาติ เพศ การตั้งครรภ์ สถานะ
ความเป็นมารดา ชาติก�ำเนิด สีผิว รสนิยมทางเพศ อายุ ความพิการ ศาสนา ความเชื่อ วัฒนธรรม ภาษา และถิ่นก�ำเนิด…”
ในส่วนของภาคเอกชนนั้น เสนอให้มีหลักการว่า “บุคคลจะต้องไม่กระท�ำการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมทั้งโดยตรงและ
โดยอ้อมต่อบุคคลอื่นด้วยเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติต่าง ๆ ..... ในการนี้รัฐต้องมีกฎหมายเพื่อป้องกันและห้ามการเลือกปฏิบัติ
ที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าว”
่
(๒.๒) ข้อเสนอในการบัญญัติหลักการห้ามเลือกปฏิบัติโดยอ้อม แบ่งเป็น ๒ แนวทาง คือ (๑) แก้ไขกฎหมาย บทที
๓
เพิ่มเติมหลักการเลือกปฏิบัติโดยอ้อมให้ชัดเจน โดยอาจจ�ำแนกออกจากการเลือกปฏิบัติโดยตรง ดังเช่นกรณีแอฟริกาใต้
(๒) เสนอให้องค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ น�ำหลักการเลือกปฏิบัติโดยอ้อม
มาอธิบายประกอบการพิจารณากรณีที่มีสภาพข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติโดยอ้อม
(๒.๓) ข้อเสนอในการก�ำหนดถ้อยค�ำเกี่ยวกับ “การเลือกปฏิบัติ”
(๒.๓.๑) กำ� หนดเรียกการปฏิบตั ทิ แี่ ตกต่างกันอันต้องห้ามตามกฎหมายว่า “การเลือกปฏิบตั ”ิ (Discrimination)
(๒.๓.๒) ก�ำหนดเรียกการปฏิบตั ทิ แี่ ตกต่างกันแต่มเี หตุผลอันสมควรตามทีก่ ฎหมายก�ำหนด หรือไม่เข้า
องค์ประกอบเงือ่ นไขของการเลือกปฏิบตั ทิ ตี่ อ้ งห้ามตามกฎหมายว่า “การกระท�ำทีไ่ ม่เป็นการเลือกปฏิบตั ”ิ โดยไม่จำ� เป็นต้องน�ำ
องค์ประกอบ “เป็นธรรม” (Fair) หรือ “ไม่เป็นธรรม” (Unfair) มาใช้ในการจ�ำแนกระหว่างการปฏิบตั ทิ งั้ สองอย่างดังกล่าว ทัง้ นี้
เพราะค�ำว่า “การเลือกปฏิบัติ” (Discrimination) แสดงนัยถึงความหมายในทางลบอยู่ในตัวเอง นอกจากนี้ ตามกฎหมาย
สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายฉบับก็มิได้ใช้องค์ประกอบ “เป็นธรรม” มาขยายค�ำว่าการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด
(๒.๔) ข้อเสนอในการบัญญัติหลักการเกี่ยวกับ “เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติ”
(๒.๔.๑) เพิ่มเติมเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติบางประการให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับกฎหมาย
สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เช่น ก�ำหนดเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติให้ครอบคลุม “ความคิดเห็นอื่นใด” นอกเหนือจาก
“ความคิดเห็นทางการเมือง” รวมทั้งก�ำหนดเหตุครอบคลุม “ความเชื่ออื่น” นอกจากความเชื่อทาง “ศาสนา”
(๒.๔.๒) เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติบางอย่าง ไม่ได้มีการระบุไว้ชัดแจ้งตามรัฐธรรมนูญ เช่น ประวัติ
อาชญากรรมนัน้ อาจไม่กำ� หนดหรือระบุเหตุเหล่านีเ้ ป็นเหตุแห่งการเลือกปฏิบตั ไิ ว้อย่างชัดแจ้งในกฎหมาย แต่ใช้วธิ กี าร ตีความ
รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
69
ประจำ�ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙