แต่กฎเกณฑ์นั้นส่งผลกระทบในทางปฏิบัติท�ำให้เกิดความแตกต่างกัน (Differential Impact) ระหว่างบุคคลบางกลุ่ม โดยท�ำให้บุคคลบางกลุ่มนั้นถูกปฏิบัติในลักษณะเป็นที่พึงพอใจน้อยกว่าหรือถูกกีดกันสิทธิบางประการ (๓) หลักความเสมอภาคหรือหลักความเท่าเทียมกัน (Equality Principle) จ�ำแนกได้ ๓ รูปแบบดังนี้ (๓.๑) ก�ำหนดจ�ำแนกหลักความเท่าเทียมกัน ออกเป็น ๓ กรณี คือ (๑) ความเสมอภาคหรือความเท่าเทียมกัน ทั่วไป (๒) ความเสมอภาคเฉพาะเรื่อง และ (๓) หลักห้ามเลือกปฏิบัติ (๓.๒) ก�ำหนดจ�ำแนกหลักความเท่าเทียมกัน ออกเป็น ๒ กรณี คือ (๑) ความเสมอภาคหรือความเท่าเทียมกัน และ (๒) หลักการห้ามเลือกปฏิบตั ิ โดยมิได้จำ� แนกความเสมอภาคเฉพาะเรือ่ งออกจากความเสมอภาคทัว่ ไป (๓.๓) ไม่ระบุถงึ หลักความเสมอภาคหรือหลักความเท่าเทียมไว้ โดยมีเพียงก�ำหนดหลักการ “ห้ามเลือกปฏิบตั ”ิ (๔) การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม (Unfair Discrimination) ในการบัญญัติห้ามการเลือกปฏิบัตินี้ มีรูปแบบการบัญญัติกฎหมายและการใช้ถ้อยค�ำที่แตกต่างกันแต่มี วัตถุประสงค์และหลักการเช่นเดียวกัน คือ การจ�ำแนกระหว่าง “การกระท�ำที่ต้องห้ามตามกฎหมาย” และ “การกระท�ำที่ ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย” ซึ่งอาจจ�ำแนกออกเป็นรูปแบบการบัญญัติกฎหมาย ๔ ลักษณะ ดังนี้ (๔.๑) ก�ำหนดเรียกการปฏิบัติที่แตกต่างกัน อันต้องห้ามตามกฎหมายว่า “การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม” (Unfair Discrimination) และก�ำหนดเรียกการปฏิบัติที่แตกต่างกันแต่มีเหตุผลอันสมควรตามที่กฎหมายก�ำหนดว่า “การ เลือกปฏิบัติที่เป็นธรรม” ดังเช่นกรณีกฎหมายแอฟริกาใต้ ซึ่งประเทศไทยเทียบเคียงได้กับรูปแบบนี้ (๔.๒) ก�ำหนดเรียกการปฏิบัติที่แตกต่างกัน อันต้องห้ามตามกฎหมายว่า “การเลือกปฏิบัติที่มิชอบด้วย กฎหมาย” (Unlawful Discrimination) และก�ำหนดเรียกการปฏิบัติที่แตกต่างกันแต่มีเหตุผลอันสมควรตามที่กฎหมาย ก�ำหนดว่า “การเลือกปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมาย” ดังเช่นกรณีกฎหมายออสเตรเลีย (๔.๓) ก�ำหนดเรียกการปฏิบตั ทิ แี่ ตกต่างกัน อันต้องห้ามตามกฎหมายว่า “การกระท�ำทีเ่ ป็นการเลือกปฏิบตั ”ิ (Discriminatory Practice) และก�ำหนดเรียกการปฏิบตั ทิ แี่ ตกต่างกัน แต่มเี หตุผลอันสมควรตามทีก่ ฎหมายก�ำหนดว่า “การ กระท�ำที่ไม่ใช่การกระท�ำอันเป็นการเลือกปฏิบัติ” (It is not a discriminatory practice) ดังเช่นกรณีกฎหมายแคนาดา (๔.๔) ก�ำหนดเรียกการปฏิบตั ทิ แี่ ตกต่างกันอันต้องห้ามตามกฎหมายว่า “การเลือกปฏิบตั ”ิ (Discrimination) และก�ำหนดเรียกการปฏิบัติที่แตกต่างกัน แต่มีเหตุผลอันสมควรตามที่กฎหมายก�ำหนด หรือไม่เข้าองค์ประกอบเงื่อนไขของ การเลือกปฏิบตั ทิ ตี่ อ้ งห้ามตามกฎหมายว่า “การปฏิบตั ทิ แี่ ตกต่างกัน” (Differentiation) ดังเช่นแนวค�ำวินจิ ฉัยของศาลสูงสุด สิงคโปร์ หรือกรณีกฎหมายประเทศฟินแลนด์ทจี่ ำ� แนกระหว่างการปฏิบตั แิ ตกต่างกัน (Different Treatment) ซึง่ จะเป็นการ เลือกปฏิบัติ (Discrimination) ถ้าขาดเสียซึ่งเหตุผลอันสมควร (Justification) กับการปฏิบัติแตกต่���งกันซึ่งมีเหตุผลสมควร จึงไม่เป็นการ “เลือกปฏิบตั ”ิ เช่นเดียวกับกฎหมายของประเทศสวีเดน ซึง่ จ�ำแนกระหว่าง “การเลือกปฏิบตั ”ิ (Discrimination) และ “การปฏิบัติที่แตกต่างกัน” (Differential Treatment) นอกจากนี้ พบว่าในอีกหลายประเทศ เช่น รัฐธรรมนูญเยอรมัน รัฐธรรมนูญมาเลเซีย และ รัฐธรรมนูญอินเดีย นั้น แม้ในกฎหมายจะมีการเรียกการปฏิบัติที่แตกต่างกันอันต้องห้ามตามกฎหมายว่า “การเลือกปฏิบัติ” แต่ตามกฎหมาย มิได้ใช้ค�ำเฉพาะส�ำหรับเรียกการปฏิบัติที่แตกต่างกันแต่มีเหตุอันสมควรตามกฎหมายหรือเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย หากเปรียบเทียบกับการใช้คำ� เกีย่ วกับ “การเลือกปฏิบตั ”ิ ตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศภายใต้ กรอบสหประชาชาติดังที่ได้วิเคราะห์และจ�ำแนกข้างต้น จะเห็นได้ว่า กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศมีการจ�ำแนก ระหว่างการปฏิบัติที่แตกต่างกัน (Differential Treatment หรือ Distinction) ซึ่งไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย กับ “การเลือก ปฏิบตั ”ิ (Discrimination) ทีต่ อ้ งห้ามตามกฎหมาย โดยมิได้ใช้คำ� ว่า “การเลือกปฏิบตั โิ ดยไม่เป็นธรรม” แต่อย่างใด เนือ่ งจาก หากการปฏิบตั แิ ตกต่างกันนัน้ ไม่อาจอ้างเหตุทชี่ อบด้วยกฎหมายแล้ว ก็จะถือว่าเป็นการ “เลือกปฏิบตั ”ิ ซึง่ มีนยั ทีไ่ ม่เป็นธรรม หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ในตัวเอง รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 66 ประจำ�ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙

Select target paragraph3