ภายใต้ชื่อ The Se San Protection Network (SPN) ซึ่งจัดตั้งกลางปีพุทธศักราช 2544
อันมีผลสืบเนื่องมาจากการสร้างเขื่อนยาหลีฟอลโดยรัฐบาลเวียดนามเพื่อผลิตกระแสไฟฟูา
และควบคุมปริมาณน้ํา ซึ่งเขื่อนดังกล่าวได้กั้นแม่น้ําเซซานซึ่งเป็นสาขาหนึ่งในแม่น้ําโขง มีต้น
กําเนิดอยู่จังหวัดยาลาย ประเทศเวียดนาม ไหลผ่านเวียดนามมาสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ
กัมพูชาบริเวณจังหวัดรัตนคีรี ซึ่งในเขตแม่น้ํานี้เองยังเป็นแหล่งประกอบอาชีพของชาวบ้าน
ในพื้นที่เขตแม่น้ํา ทั้งการทําประมงขนาดเล็ก , ประกอบการเกษตร และใช้แม่น้ําเป็นเส้นทาง
การคมนาคมที่สําคัญ
กลุ่ม SPN มีบทบาทสําคัญในการสะท้อนปัญหาในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดย
รัฐบาลเวียดนามผ่านการทําการเขื่อนยาหลีฟอลว่า เป็นการจัดการทรัพยากรเชิงเดี่ยวของ
รัฐบาลเวียดนามที่ผูกขาดการเข้าถึงทรัพยากรอย่างเบ็ดเสร็จ อีกทั้งยังอาศัยความชอบธรรมใน
การจัดการทรัพยากรผ่านสถานะความเป็นรั ฐเหนือชุมชน ซึ่งวิธีคิดเช่นนี้ทําให้เกิดการเบียดขับ
ชุ ม ชนออกไปจากการมี ส่ ว นร่ ว มในการจั ด การทรั พ ยากรของท้ อ งถิ่ น ซึ่ ง แสดงให้ เ ห็ น ถึ ง
การไม่ยอมรับตัวตนของชุมชน อันนําไปสู่การขับสู่ความเป็นชายขอบ (Marginalize) โดยรัฐ
แรงกดดันดังกล่าวจึงก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของชุมชน โดยการจัดตั้งกลุ่ม SPN ซึ่งในช่วงต้น
ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรไม่แสวงหาผลกําไร (NGO) ต่อมากลุ่มได้มีความพยายาม
ร่วมกับชุมชนในการหาวิธีการนําปัญหาในพื้นที่สื่อสารออกสู่ภายนอก โดยเสนอให้มีแกนนําซึ่ง
คัดเลือกมาจากคนในชุมชนเพื่อทําหน้าที่นี้ อีกทั้ง กลุ่มSPNยังรณรงค์เชิงนโยบาย ให้คําแนะนํา
แก่ผู้ประสบปัญหาหรือได้รับผลกระทบ
ยกระดับจิตสํานึกแก่ชาวบ้านเรื่องสิทธิชุมชน
แลกเปลี่ยนทัศนคติทางความคิดความรู้กับผู้คนในชุมชน และมีการดําเนินงานทางวิชาการ
อาทิ การศึกษาผลกระทบจากเขื่อนต่อสภาพนิเวศ และวิถีชีวิตชุมชนที่อาศัยตลอดลุ่มน้ําเซซาน
ยศ สันตสมบัติ (2548, น.26) ได้ตั้งข้อสังเกตสําคัญต่อกรณีศึกษาในงานวิจัยดังกล่าวนี้
ว่ า เป็ น การขั บ เคลื่ อ นและการต่ อ รองทางชุ ม ชนว่ า เป็ น ไปตามลั ก ษณะของแนวคิ ด
“นิเวศวิ ทยาชาติ พั นธุ์ ” ซึ่ง เป็น มุ มมองทางมานุ ษยวิ ทยาที่ใ ห้ ความสนใจระหว่ างมนุษ ย์ กั บ
ธรรมชาติ ในการต่อรองของกลุ่ม SPNต่อภาครัฐผ่านการพลิกฟื้นภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเป็น
อํานาจในการต่อรองเพื่อสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในการมีสิทธิต่อการเข้าถึงทรัพยากร
(Resource Access Rights)นี้เอง ได้แสดงลักษณะสําคัญในการเคลื่อนไหวตามแนวคิด
ดังกล่าว อันเป็นวิธีการต่อสู้ของเครือข่ายที่ใช้ในรูปแบบที่เรียกว่า “การเมืองเชิงนิเวศ (หรือ
15