ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ น�ำหลักการด้าน สิทธิมนุษยชนสากลตามพันธกรณีที่ประเทศไทย พึงน�ำมาแก้ไขกฎหมายในประเทศให้สอดคล้อง ตามอนุสญ ั ญาส�ำคัญ ๒ ฉบับ คือ อนุสญ ั ญาต่อต้าน การทรมานและการประติบัติ หรือการลงโทษอื่น ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย�่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) และอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคน จากการหายสาบสู ญ โดยถู ก บั ง คั บ (CED) โดยมีการก�ำหนดมาตรการให้สอดคล้องกับหลัก สากลต่าง ๆ อาทิ (๑) การห้ามการทรมานและ การบังคับบุคคลให้สูญหายโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะ เป็นสถานการณ์สงคราม สถานการณ์ฉุกเฉินและ สถานการณ์ความไม่มั่นคง (๒) การก�ำหนดให้เป็น ความผิดทางอาญาและมีบทลงโทษทีเ่ หมาะสมกับ ความร้ายแรงของการกระท�ำความผิดโทษตั้งแต่ ๕-๑๕ ปี ส่วนในกรณีผู้ถูกทรมานเสียชีวิต ต้อง ระวางโทษจ�ำคุก ๑๕-๓๐ ปี หรือจ�ำคุกตลอดชีวิต โดยก�ำหนดนิยามของความผิดทั้งสองสอดคล้อง กั บ หลั ก การสากล (๓) การก� ำ หนดบทลงโทษ เจ้าหน้าที่ที่ยุยง ยินยอมหรือรู้เห็นในฐานะผู้บังคับ บัญชาในข้อหาดังกล่าวต้องรับผิดร่วมด้วย (๔) การ ก�ำหนดมาตรการป้องกันการทรมานและอุ้มหาย โดยเฉพาะก� ำ หนดข้ อ ปฏิ บั ติ ใ นการควบคุ ม ตั ว บุคคลในสถานที่ควบคุมตัว ห้ามการควบคุมตัว ลับ (๕) การจัดตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน และรับเรื่องร้องเรียน และอื่น ๆ ทั้งนี้ กสม. ยังเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังขาดความ สมบู ร ณ์ ใ นบางส่ ว น ซึ่ ง อาจจะมี ป ั ญ หาในทาง ปฏิบัติ เช่น การขาดความเป็นอิสระที่แท้จริงของ คณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ความเชี่ยวชาญ ของคณะกรรมการ การมีส่วนร่วมของญาติและ ผู้เสียหาย ช่องทางการช่วยเหลือญาติและเหยื่อ รวมทัง้ การเยียวยาด้านจิตใจและการคุม้ ครองพยาน เป็ น ต้ น ทั้ ง นี้ เห็ น สมควรให้ รั ฐ บาลไทยเร่ ง พิจารณาร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว และด�ำเนิน การให้ ก ารบั ง คั บ ใช้ ก ฎหมาย พร้ อ มทั้ ง แก้ ไ ข ปรั บ เปลี่ ย นกฎหมาย หรื อ แนวทางการปฏิ บั ติ ต่ า ง ๆ ให้ ส อดคล้ อ งกั บ อนุ สั ญ ญาระหว่ า ง ประเทศที่ ไ ทยลงนามหรื อ เป็ น รั ฐ ภาคี รวม ทั้ ง การให้ ค วามรู ้ เ รื่ อ งกฎหมายฉบั บ นี้ ต ่ อ เจ้ า หน้ า ที่ ข องรั ฐ อย่ า งต่ อ เนื่ อ ง เพื่ อ ให้ เ กิ ด การ ป้องกันทรมานและการหายสาบสูญโดยถูกบังคับอย่างแท้จริง การก�ำหนด การทรมานและการอุ ้ ม หายเป็ น ความผิ ด อาญาเป็ น กรอบทางกฎหมาย เป็นความก้าวหน้าที่ส�ำคัญที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยืนยันกับประชาคม ระหว่างประเทศว่า “การทรมานและการบังคับให้สญ ู หายเป็นการกระท�ำทีห่ า้ ม โดยเด็ดขาดและผิดกฎหมายอาญา” ไม่ว่าสถานการณ์ใด ๆ และประเทศไทย ก็จะต้องจัดให้มีแนวทางน�ำกฎหมายฉบับนี้มาบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจะสะท้อนให้เห็นว่า บัดนี้ ประเทศไทยมุ่งมั่นในการต่อต้านการทรมานและ การบังคับบุคคลให้สูญหาย และด�ำเนินการให้มีการสอบสวนและคลี่คลายคดี ทีย่ งั หาตัวผูก้ ระท�ำผิดมาลงโทษมิได้ โดยร่างฉบับนีย้ งั อยูร่ ะหว่างการพิจารณา จากสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป ในส่วนการปฏิบตั ติ อ่ ผูต้ อ้ งขัง พบว่ามีการเสียชีวติ ของผูต้ อ้ งหาว่ากระท�ำ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ซึ่งอยู่ระหว่างการควบคุม ของเจ้าหน้าที่รัฐ ต่อมา หน่วยงานที่ควบคุมผู้ต้องหาได้ต้ังคณะกรรมการ ๖๑ สอบสวนข้อเท็จจริงในเรือ่ งนี้ ซึง่ ชีแ้ จงว่า สถานทีท่ ใี่ ช้คมุ ขังดัดแปลงมาจาก ที่ท�ำการหน่วยงานทหาร ใช้ระบบการขังเดี่ยว ในห้องคุมขังมีลักษณะปิดทึบ ทั้งสี่ด้าน มีข้อสังเกตว่าคณะกรรมการสอบสวนข้างต้น ไม่มีรายละเอียด เกี่ยวกับองค์ประกอบและการประกันความเป็นอิสระของคณะกรรมการฯ จึงไม่สอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ ซึ่ ง บั ญ ญั ติ ใ ห้ มี ก ารชั น สู ต รพลิ ก ศพโดยพนั ก งานสอบสวน ร่ ว มกั บ แพทย์ ทางนิติเวชศาสตร์ พนักงานอัยการและพนักงานฝ่ายปกครอง สถานการณ์ ด ้ า นผู ้ อ พยพและผู ้ ลี้ ภั ย ในปี ๒๕๕๘ ��ัฐบาลได้ ประกาศนโยบายการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ส่งผลให้เกิดวิกฤต ด้านสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรมขึ้น และเป็นเหตุให้ขบวนการค้ามนุษย์ ทิ้งเรือซึ่งมีกลุ่มบุคคลโดยสารมาด้วยจ�ำนวนมากกลางทะเล โดยรัฐบาล แสดงท่าทีในทางลบต่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวในการขึ้นมายังชายฝั่งประเทศไทย อีกทั้งในเดือนสิงหาคมและพฤศจิกายน ๒๕๕๘ รัฐบาลได้ส่งกลับกลุ่มบุคคล ที่เป็นผู้ลี้ภัยไปยังประเทศต้นทาง แม้มีแนวโน้มว่าพวกเขาเหล่านั้นเสี่ยง ที่จะถูกคุกคาม หรือมีภัยจากการประหัตประหาร ๖๑ กรมราชทัณฑ์, แถลงข่าวกรมราชทัณฑ์ เรื่อง ผู้ต้องขังเสียชีวิต (๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๘) และกรณีผู้ต้องขังเสียชีวิตในขณะถูกคุมขัง, ๙ พฤศจิกายน ๕๘ 48 บทที่ ๓ สถานการณ์สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี ๒๕๕๘

Select target paragraph3