พืชเศรษฐกิจที่เข้ามา อาทิ ถั่วเหลือง ก็ต้องเผชิญกับปัญหาราคาตกต่าในปี ๒๕๔๒ ชาวบ้านจึง
หันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และหอมแดง โดยมีการขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้น การขยายตัวของพืช
เศรษฐกิจ เชิงเดี่ย วส่ งผลให้ พื้ น ที่ ไ ร่ ห มุ นเวีย นบ้า นแม่ ขี้ มู กน้ อ ยทยอยลดหายไป จนปัจจุบันพื้ น ที่ ไ ร่
หมุ น เวี ย นได้ ก ลายเป็ น ไร่ ข้ า วโพดถาวร แม้ ชุ ม ชนจะมี ก ารระบุ ก ฎระเบี ย บเกี่ ย วกั บ การอนุ รั ก ษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น ห้ามผู้ใดตัดต้นไม้ในเขตป่าอนุรักษ์ ห้ามจุดไฟเผาป่า ห้ามซื้อ
ขาย หรือนาไม้แปรรูปออกจากพื้นที่ ห้ามบุคคลภายนอกเข้ามาบุกรุก แผ้วถาง แต่สภาพทั่วไปในปัจจุบัน
พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ได้ถูกแบ่งเขตระหว่างพื้นที่ป่ากับพื้นที่ทากินเอาไว้ชัดเจน
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้วิถีชีวิตของชาวบ้านเข้าไปเกี่ยวข้องระบบตลาดมากขึ้น
ความคิดเรื่องพื้นที่หน้าหมู่เริ่มลดหายไป มีการปฏิสัมพันธ์กับสังคมภายนอกชุมชนมากขึ้นอย่างเข้มข้น
ด้านความสัมพันธ์ในครอบครัวเริ่มปรับเปลี่ยน ลูกหลานเดินทางไปร่าเรียนในเขตเมืองมากขึ้น รวมทั้ง
ออกจากหมู่บ้านเพื่อไปรับจ้างในเมืองเพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับชีวิต กล่าวได้ว่าวิถีการดารงชีพหลั ก
ไม่ได้ผูกโยงกับด้านเกษตรกรรมเช่นในอดีตเพียงด้านเดียวอีกต่อไป
พ.ศ.๒๕๔๖ ชาวบ้านที่ประสบปัญหาในแต่ละหย่อมบ้านในพื้นที่ตาบลแม่นาจร ตาบลบ้านทับ
ตาบลปางหินฝน ตาบลกองแขก ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานการรวมกลุ่มด้านการจัดการทรัพยากรได้รวมตัวกัน
ภายใต้ชื่อ "องค์กรเครือข่ายลุ่มน้าแม่แจ่ม” (อ.ค.จ.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้
เครือข่ายลุ่มน้าต่างๆ ในอาเภอแม่แจ่มให้มีอานาจและสิทธิในการจัดการทรัพยากรในแต่ละลุ่มน้า ร่วม
แก้ไขปั ญหาป่ าไม้และที่ดิน ในเขตป่ าและร่ว มผลั กดันกฎหมายป่าชุมชน ภารกิจส าคัญ ขณะนั้น คือ
เรียกร้องสิทธิในการจัดการทรัพยากรในแต่ละลุ่มน้า พร้อมกับการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐสารวจเพื่อ
จาแนกแนวเขตพื้นที่ป่ากับที่ดินทากินและที่อยู่อาศัยของชาวบ้านให้ชัดเจน พร้อมสร้างความมั่นคงใน
การรับรองสิทธิในที่ดิน ส่งผลให้ หน่วยงานภาครัฐรับรองหลักการที่จะให้สารวจจาแนกแนวเขตที่ดิ น
แม้ในทางปฏิบัติจะเกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับแนวทางการสารวจแนวเขต การพิสูจน์และรับรองสิทธิ์ รวมทั้ง
เกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการจัดการ
ในยุคปัจจุบันบ้ านแม่ขี้มูกกาลังปรับตัว ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของขบวนการเคลื่ อนไหวที่
เรียกว่า “แม่แจ่มโมเดล” ซึ่งเป็นขบวนการแก้ไขปัญหาที่ มีพื้นฐานแนวคิดที่สาคัญ คือ ธรรมาภิบาล
สิ่งแวดล้อม ทีอ่ าศัยกลไกที่สาคัญ ๓ ระดับ๒๔ ได้แก่
๑) ระดับปฏิบัติการ ที่ต้องเชื่อมโยงความร่วมมือจากภาคีในหลายฝ่ายทั้งองค์กรชุมชน องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น กานัน ผู้ใหญ่บ้าน หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง องค์กรพัฒนาเอกชน ภาควิชาการ
รวมถึงภาคธุรกิจ ในการร่วมคิดวางแผนให้เกิดแนวทางในการแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากรในระดับ
พื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สถานการณ์การขยายตัวของพืชเชิงเดี่ยว รวมถึงระบบสิทธิในการใช้
ประโยชน์จากที่ดินที่อยู่บนพื้นฐานของการเคารพและการยอมรับถึงการมีตัวตนของสิทธิชุมชน ที่ดารง
อยู่บนหลักการของเจตจานงร่วมของประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่
๒๔
เอื้อเฟื้อข้อมูลจากมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
๖๘