ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ๓.๑.๒ ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป (European Court of Human Rights) ทวีปยุโรปมีศาลที่มีลักษณะเหนือรัฐ (Supra-National) ซึ่งค�ำพิพากษาของศาลจะอยู่เหนือกฎหมาย ภายในของรัฐ เมื่อศาลมีค�ำพิพากษาแล้ว หากค�ำพิพากษาแตกต่างจากกฎหมายภายในของรัฐคู่กรณี รัฐคู่กรณีจ�ำเป็นต้อง เปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมายของตนให้สอดคล้องกับค�ำพิพากษาของศาล มีทั้งหมด ๒ ศาลด้วยกัน ได้แก่ ๑) ศาลยุติธรรม แห่งยุโรป (European Court of Justice) ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (Court of Justice of the European Union: CJEU) ซึ่งจะรับวินิจฉัยคดีตามสนธิสัญญาจัดตั้งสหภาพยุโรปและต้องเป็นคดีที่พิพาทกันภายใน รัฐภาคีสหภาพยุโรปเท่านัน้ โดยศาลยุตธิ รรมแห่งสหภาพยุโรปจะไม่รบั วินจิ ฉัยคดีเกีย่ วกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน เว้นแต่ คดีที่กระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานที่ก�ำหนดไว้ในสนธิสัญญาจัดตั้งสหภาพยุโรป ศาลย่อมมีอ�ำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ และ ๒) ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป (European Court of Human Rights) ซึ่งเป็นศาลที่รับวินิจฉัยคดีสิทธิมนุษยชนในยุโรป เป็นการเฉพาะ ดังนั้น ในการศึกษาคดีต่าง ๆ จึงต้องศึกษาศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปเป็นหลัก ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ค.ศ. ๑๙๕๙ ตามมาตรา ๑๙ แห่งอนุสัญญา สิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป ปัจจุบันมีเขตอ�ำนาจครอบคลุม ๔๗ ประเทศสมาชิกในทวีปยุโรป (ครอบคลุมทั้งประเทศสมาชิก สหภาพยุโรป ๒๘ ประเทศ และประเทศในทวีปยุโรปอีก ๑๙ ประเทศ) การคัดเลือกผู้พิพากษาตามพิธีสาร ฉบับที่ ๑๔ ค.ศ. ๒๐๑๐ ซึ่งเป็นฉบับแก้ไขล่าสุดที่ใช้บังคับอยู่ ณ ปัจจุบัน ก�ำหนดให้ผู้พิพากษาจะต้องได้รับการคัดเลือกจากคะแนน โหวตของที่ประชุมสมัชชารัฐสภาแห่งคณะมนตรียุโรป (Parliamentary Assembly of the Council of Europe) โดย ผูพ้ พิ ากษาจะได้รบั การเสนอชือ่ จากรัฐสมาชิกละ ๓ คน เมือ่ โหวตแล้วจะเหลือเพียง ๑ คนของแต่ละรัฐ ผูพ้ พิ ากษาแต่ละคน อยู่ในต�ำแหน่งวาระ ๙ ปีเท่านั้น ไม่สามารถต่ออายุได้ (แต่เดิมวาระจะมีก�ำหนด ๖ ปี แต่ผู้พิพากษาสามารถกลับเข้ามาเป็น ผู้พิพากษาได้อีกวาระหนึ่ง) ในการพิจารณาพิพากษาคดีความจะใช้ผู้พิพากษา ๓ คน หากความเห็นไม่สอดคล้องกันให้ใช้ คะแนนเสียง ๒ ใน ๓ ในการตัดสินคดีความ หากมีประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงกันระหว่างองค์คณะ หรือเป็นประเด็นที่มีปัญหา ร้ายแรง ผู้พิพากษาคนหนึ่งอาจน�ำประเด็นดังกล่าวไปเข้าสู่ที่ประชุมเล็ก (Chambers) ที่มีผู้พิพากษาจ�ำนวน ๗ คน หรือที่ ประชุมใหญ่ (Grand Chamber) ที่มีผู้พิพากษาจ�ำนวน ๑๗ คนเพื่อหาข้อยุติตามแต่กรณี เขตอ�ำนาจของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปในการรับคดีขนึ้ วินจิ ฉัยจะต้องเป็นคดีทเี่ กีย่ วข้องกับสิทธิมนุษยชน เท่านั้น หากมีประเด็นที่เกี่ยวโยงกับศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป ศาลอาจขอความเห็นหรือร่วมมือกันในประเด็นที่ เกี่ยวโยงกันก็ได้ ในการฟ้องคดีนั้นผู้ฟ้องคดีอาจเป็นรัฐเมื่อเป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐกับรัฐ (Inter-State) หรืออาจเป็น ปัจเจกบุคคลกับรัฐก็ได้ นอกจากนี้ ศาลยังมีหน้าที่ตอบความเห็นข้อหารือ (Advisory Opinion) แก่คณะมนตรียุโรปใน ปัญหาเกี่ยวกับการตีความอนุสัญญาแห่งยุโรปว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานก็ได้ ค�ำพิพากษา ของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปมีผลผูกพันทั้งคู่ความและเป็นหลักการให้แก่ประเทศสมาชิกที่จะต้องให้ความคุ้มครอง สิทธิมนุษยชนแก่ทุกคนในรัฐสมาชิกให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน กฎหมายที่ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปใช้ในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีความนั้น ศาลจะใช้อนุสัญญาแห่งยุโรป ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ค.ศ. ๑๙๕๐ และพิธีสารที่เกี่ยวข้องเป็นหลักในการวินิจฉัย73 จึงถือเป็นข้อจ�ำกัดของศาลที่ไม่อาจน�ำตราสารระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ มาปรับแก่คดีได้ ดังนั้น การที่ ศาลมิ ไ ด้ วิ นิ จ ฉั ย ถึ ง สิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนนอกกรอบของอนุสัญญาแห่งยุโรปว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ ขั้นพื้นฐาน ค.ศ. ๑๙๕๐ จึงเป็นเรื่องที่พบเห็นได้เป็นปกติ 73 มาตรา ๓๒ แห่งอนุสัญญาแห่งยุโรปว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ค.ศ. ๑๙๕๐ 81

Select target paragraph3