บทที่ ๓ การประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
๓.๓ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพสื่อมวลชน และเสรีภาพใน
การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
ภาพรวม
ในสังคมประชาธิปไตย ความเสมอภาค สิทธิและเสรีภาพเป็นคุณลักษณะส�ำคัญของประชาธิปไตย โดยเฉพาะเสรีภาพ
ในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพสือ่ มวลชน และเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ โดยได้รบั การประกันไว้
ในกติกา ICCPR ข้อ ๑๙ ซึง่ ก�ำหนดให้บคุ คลมีสทิ ธิทจี่ ะมีความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง มีสทิ ธิในเสรีภาพแห่งการ
แสดงออกรวมถึงเสรีภาพที่จะแสวงหา รับ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นทุกประเภท ข้อ ๒๑ ก�ำหนดให้
สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รบั การรับรอง โดยการใช้สทิ ธิและเสรีภาพดังกล่าวต้องมีหน้าทีแ่ ละความรับผิดชอบพิเศษควบคู่
ไปด้วย และรัฐอาจจ�ำกัดสิทธิเช่นว่าได้ ซึ่งต้องบัญญัติไว้ในกฎหมายด้วยเหตุผลความจ�ำเป็นต่อ (ก) การเคารพในสิทธิหรือ
ชื่อเสียงของบุคคลอื่น และ (ข) การรักษาความมั่นคงของชาติ หรือความสงบเรียบร้อย หรือการสาธารณสุข หรือศีลธรรม
ของประชาชน และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ บทบัญญัติ ในหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของ
ปวงชนชาวไทย ได้รับรองเสรีภาพต่าง ๆ ของบุคคลได้แก่ เสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็น เสรีภาพทางวิชาการ เสรีภาพ
ในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ และเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรม
แห่งวิชาชีพ โดยในปี ๒๕๖๐ ได้มเี หตุการณ์ทเี่ กีย่ วข้องกับการด�ำเนินการของรัฐทีม่ ผี ลกระทบต่อเสรีภาพของประชาชนทีส่ ำ� คัญ
หลายประการ ดังนี้
๑.เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
กติกา ICCPR ข้อ ๑๙ ก�ำหนดให้ “บุคคลมีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซงมีสิทธิในเสรีภาพ
แห่งการแสดงออก รวมถึงเสรีภาพทีจ่ ะแสวงหา รับ และเผยแพร่ขอ้ มูลข่าวสารและความคิดทุกประเภท” และรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๓๔ บัญญัตใิ ห้ “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน
การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น...” แต่อย่างไรก็ตาม เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นถูกจ�ำกัดได้
โดยการตราเป็นกฎหมายเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบ
เรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะพระราชบัญญัติว่าด้วย
การกระท�ำความผิดเกีย่ วกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึง่ นับตัง้ แต่ประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวเกิดปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย
การตีความที่คลาดเคลื่อนไปจากเจตนารมณ์ โดยที่ผ่านมาในทางปฏิบัติพนักงานเจ้าหน้าที่และประชาชนส่วนใหญ่ตคี วาม
และปรับใช้กฎหมายมาตรา ๑๔ (๑) ซึง่ บัญญัตวิ า่ “ผูใ้ ดกระท�ำความผิดน�ำเข้าสูร่ ะบบคอมพิวเตอร์ซงึ่ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม
ไม่วา่ ทัง้ หมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อนั เป็นเท็จ โดยประการทีน่ า่ จะเกิดความเสียหายแก่ผอู้ นื่ หรือประชาชน”
น�ำไปสู่การฟ้องร้องต่อผู้ที่ได้แสดงความเห็นทางการเมือง นักวิชาการ นักสิ่งแวดล้อม และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
ในลักษณะที่เรียกว่า “ฟ้องปิดปาก (SLAPP)” รวมถึงการด�ำเนินคดีหมิ่นประมาทที่มีความซ�้ำซ้อนกับกฎหมายอาญา
ส่งผลให้จ�ำนวนการฟ้องคดีมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น
ต่อมารัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัตวิ า่ ด้วยการกระท�ำความผิดเกีย่ วกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐
(มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๐) แก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยก�ำหนดให้ “ผู้ใดกระท�ำความผิดโดยทุจริต หรือ
โดยหลอกลวง น�ำเข้าสูร่ ะบบคอมพิวเตอร์ซงึ่ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ทบี่ ดิ เบือนหรือปลอมไม่วา่ ทัง้ หมดหรือบางส่วน หรือข้อมูล
คอมพิวเตอร์อนั เป็นเท็จ โดยประการทีน่ า่ จะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระท�ำความผิดฐานหมิน่ ประมาท
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ | 91
บทที่
๓