บทที่ ๓ การประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
๒. สถานการณ์การเสียชีวติ ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานของรัฐ และศาลได้ไต่สวนการตายโดยวินจิ ฉัยว่าถูกบุคคล
ท�ำให้ตาย ซึ่งกติกา ICCPR ข้อ ๖ วรรค ๑ และข้อ ๙ วรรค ๑ ได้คุ้มครองสิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัยของร่างกาย
สิทธิทจี่ ะมีชวี ติ ต้องได้รบั การคุม้ ครองโดยกฎหมาย บุคคลจะต้องไม่ถกู ท�ำให้เสียชีวติ โดยอ�ำเภอใจ การทีบ่ คุ คลซึง่ อยูใ่ นห้องขังภายใต้
การควบคุมของหน่วยงานของรัฐถูกท�ำให้ตายโดยบุคคลไม่ทราบชือ่ ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิทจี่ ะมีชวี ติ และไม่ถกู ท�ำให้เสียชีวติ
ตามอ�ำเภอใจ และ กสม. ได้มคี วามเห็นว่า แม้การตรวจสอบจะยังไม่สามารถชีช้ ดั ได้วา่ ผูใ้ ดเป็นผูก้ ระท�ำให้ตาย แต่เจ้าหน้าที่
ทีเ่ กีย่ วข้องกับการควบคุมตัวผูต้ ายละเลยต่อการดูแลความปลอดภัยให้แก่ผตู้ ายในฐานะเป็นผูต้ อ้ งหาตามทีค่ มู่ อื ปฏิบตั งิ าน
ก�ำหนด อันเป็นการละเลยการกระท�ำอันส่งผลโดยตรงที่ท�ำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน๖๔
ด้วยเหตุผลดังกล่าว รัฐมีหน้าที่ต้องหาตัวผู้กระท�ำผิดมาลงโทษ และก�ำหนดมาตรการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต รวมถึง
มีมาตรการป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ในอนาคต
๓. กระบวนการยุตธิ รรมในสภาวการณ์ใช้กฎหมายพิเศษ ในกรณีของการด�ำเนินกระบวนการยุตธิ รรม ตามประกาศ
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๕๐/๒๕๕๗ ซึง่ ส่งผลให้พลเรือนต้องอยูใ่ น
อ�ำนาจการพิจารณาของศาลทหาร ต่อมาได้มคี ำ� สัง่ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๕๕/๒๕๕๕ ให้พลเรือนทีก่ ระท�ำ
ความผิดดังกล่าวนับแต่วนั ที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๙ อยูใ่ นอ�ำนาจการพิจารณาของศาลยุตธิ รรม ผลจากค�ำสัง่ ดังกล่าวแม้วา่ จะ
ท�ำให้การกระท�ำความผิดหลังจากวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๙ อยูใ่ นอ�ำนาจของศาลยุตธิ รรม แต่การกระท�ำความผิดก่อนวัน
ดังกล่าว พลเรือนยังคงถูกด�ำเนินคดีในศาลทหาร๖๕ ซึ่ง กสม. ได้มีความเห็นในกรณีการด�ำเนินคดีในศาลทหารว่า
การก�ำหนดให้น�ำพลเรือนเข้าสู่การพิจารณาของศาลทหารขัดต่อหลักการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม เนื่องจากกระบวนการ
พิจารณาในศาลทหารมีลักษณะรวบรัดขั้นตอน เป็นเหตุให้คู่ความในคดีไม่สามารถน�ำเสนอข้อเท็จจริงเพื่อต่อสู้คดี
อย่างเพียงพอ เมื่อพิจารณาเทียบเคียงกับการพิจารณาในศาลยุติธรรม นอกจากนี้ ยังขัดต่อหลักความเป็นอิสระ
ในการพิจารณาอรรถคดี ตามกติกา ICCPR ข้อ ๑๔ เนื่องจากศาลทหารอยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงกลาโหม และไม่ได้
แยกขาดจากฝ่ายบริหาร โดยตุลาการศาลทหารยังคงเป็นข้าราชการภายใต้บังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
กลาโหม และการที่ประเทศไทยยังคงไว้ซึ่งการให้อ�ำนาจศาลทหารดังกล่าวอาจมีโอกาสเสี่ยงต่อการที่พลเรือนจะไม่ได้
รับการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยและเป็นธรรม อีกทั้ง ยังมีข้อสังเกตว่า คดีที่พลเรือนถูกกล่าวหาว่ากระท�ำความผิดตาม
ประกาศ คสช. ดังกล่าว ที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลทหารโต้แย้งอ�ำนาจการพิจารณาของศาลทหาร และขอยื่นโอนคดีไปยัง
ศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลพลเรือน อาจมีปัญหาว่าศาลยุติธรรมจะสามารถรับโอนคดีจากศาลทหารในกรณีดังกล่าว
ได้หรือไม่ เพียงใด ซึ่งอาจต้องอาศัยกลไกของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอ�ำนาจหน้าที่ระหว่างศาลตามพระราช
บัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอ�ำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ในการแก้ไขปัญหาต่อไป๖๖ และคณะกรรมการ
สิทธิมนุษยชนประจ�ำกติกา ICCPR ได้มีข้อสังเกตในประเด็นสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมและศาลทหาร
รัฐภาคีควรประกันว่า การพิจารณาคดีในศาลทหารให้กระท�ำเป็นข้อยกเว้นเท่านั้น และใ���้ด�ำเนินไปตามหลักเกณฑ์
ตามข้อ ๑๔ ของกติกา ICCPR โดยควรใช้มาตรการทีจ่ ำ� เป็นเพือ่ รับพิจารณาค�ำร้องให้ถา่ ยโอนคดีจากศาลทหารส�ำหรับความผิด
ทีเ่ กิดขึน้ ก่อนวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๙ โดยให้ถา่ ยโอนคดีทยี่ งั พิจารณาไม่เสร็จไปยังศาลพลเรือน และเปิดโอกาสให้จำ� เลย
ที่เป็นพลเรือนในคดีที่ศาลทหารตัดสินแล้วสามารถอุทธรณ์ค�ำตัดสินต่อศาลพลเรือนได้๖๗
๖๔
๖๕
๖๖
๖๗
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่รายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ ๔๗๖/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๐.
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนของสถานการณ์สิทธิมนุษยชน.
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากข่าวแจกของ กสม. เรื่อง การด�ำเนินคดีแก่พลเรือนในศาลทหาร ลงวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๙ .
The Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights. (2017). UN Treaty Body Database. Retrieved from http://tbinternet.ohchr.org
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ | 89
บทที่
๓