บทที่ ๓ การประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
การต�ำรวจไม่เกีย่ วกับคดี ลักษณะที่ ๓๒ การพิมพ์ลายนิว้ มือ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๗ ไม่ได้กำ� หนดให้การคัดแยกประวัตกิ ารกระท�ำผิด
ของเด็กและเยาวชน และบัญชีทะเบียนประวัติของเด็กและเยาวชนไว้ในหมวดหนึ่งหมวดใดโดยเฉพาะ จึงอาจมีผลให้
เจ้าหน้าที่มีดุลพินิจที่กว้างเกินไปในการพิจารณาเปิดเผยประวัติของเด็กและเยาวชน ๙) การรับผู้พ้นโทษกลับเข้าท�ำงาน
ควรพิจารณาทบทวนปรับปรุงและแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายในเรื่องนี้ ๑๐) มาตรการกักขังแทนค่าปรับ ควรพิจารณา
ทบทวนความจ�ำเป็นของบทบัญญัติดังกล่าว เนื่องจากเสรีภาพของบุคคลที่จะต้องสูญเสียและค่าใช้จ่ายที่รัฐจะต้องจัดหา
สถานทีแ่ ละสาธารณูปโภคให้กบั จ�ำเลยแล้ว จะเห็นว่าไม่ได้สดั ส่วนกัน ๑๑) บทบัญญัตวิ า่ ด้วยความผิดฐานละเมิดอ�ำนาจศาล
ควรมีการทบทวนหรือแก้ไข หากการกระท�ำละเมิดอ�ำนาจศาลเป็นกรรมเดียวกับความผิดอาญาที่บัญญัติในประมวล
กฎหมายอาญาหรือพระราชบัญญัติที่มีโทษทางอาญาควรด�ำเนินคดีอาญาตามปกติ ๑๒) พระราชบัญญัติค่าตอบแทน
ผูเ้ สียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จา่ ยแก่จำ� เลยในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔ ควรแก้ไขให้ครอบคลุมถึงจ�ำเลยในคดีอาญาทีศ่ าล
พิพากษายกฟ้องเพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอ และจ�ำเลยทีถ่ กู ขังระหว่างพิจารณาในคดีอาญาทีผ่ เู้ สียหายเป็นผูฟ้ อ้ งคดี
อาญาเองด้วย และ ๑๓) ปัญหาโทษทางอาญาเฟ้อ ควรพิจารณาทบทวนความเหมาะสมในการก�ำหนดโทษทางอาญา และ
ควรน�ำมาตรการทางเลือกอื่นที่เหมาะสมมาใช้ทดแทนการลงโทษทางอาญาส�ำหรับความผิดบางประเภท๕๕
๒. รัฐได้มีความพยายามในการที่จะแก้ไขพระราช
บัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๗๙ ซึ่งเป็นกฎหมายที่บังคับใช้
มาเป็นเวลานาน โดยออกเป็นพระราชบัญญัติราชทัณฑ์
พ.ศ. ๒๕๖๐ มีการแก้ไขกฎหมายอันมีวัตถุประสงค์เพื่อให้
สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และค�ำนึงถึงสิทธิของผูต้ อ้ งขัง
อย่ า งไรก็ ต าม ในประเด็ น การลงโทษขั ง เดี่ ย วจากเดิ ม
๓ เดือน ได้ลดลงมาเป็น ๑ เดือน๕๖ นั้น คณะกรรมการ
สิทธิมนุษยชนประจ�ำกติกา ICCPR ได้มคี วามเห็นทัว่ ไปที่ ๒๐
เกี่ยวกับสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ ๗ ว่า
การขังเดี่ยว (Solitary confinement) ที่ยาวนานของ
ผูถ้ กู คุมตัวหรือผูต้ อ้ งขัง อาจเป็นการกระท�ำต้องห้ามตามข้อ ๗
ของกติกา ICCPR นอกจากนี้ ควรมีบทบัญญัติห้ามการกักขังโดยการตัดขาดการติดต่อ (Incommunicado detention)๕๗
ซึง่ การใช้การขังเดีย่ วกับผูต้ อ้ งขังจะต้องค�ำนึงถึงวัตถุประสงค์ ระยะเวลา และเงือ่ นไขในแต่ละกรณีทตี่ อ้ งพอสมควรแก่เหตุ
และต้องไม่ใช่กรณีการกักขังโดยการตัดขาดการติดต่อ (Incommunicado detention) กล่าวคือ การขังโดยตัดขาดการ
ติดต่อกับครอบครัว ทนายความ ปกปิดสถานที่ควบคุมตัว อย่างไรก็ดี การขังเดี่ยวอาจเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการถูกละเมิด
สิทธิมนุษยชนได้ หากในอนาคตกรมราชทัณฑ์จะทบทวนแก้ไขกฎหมายเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขังมากยิ่งขึ้น
อาจพิจารณาทบทวนยกเลิกการลงโทษขังเดี่ยว โดยหามาตรการอื่นมาทดแทน
๓. การปล่อยชัว่ คราว เป็นสิทธิของผูต้ อ้ งหาหรือจ�ำเลยซึง่ ก่อนทีศ่ าลจะมีคำ� พิพากษาจะได้รบั การสันนิษฐานว่าเป็น
ผูบ้ ริสทุ ธิ์ ตามข้อ ๑๔ ของกติกา ICCPR และข้อ ๙ วรรค ๓ ก�ำหนดให้บคุ คลใดทีถ่ กู จับกุมหรือควบคุมตัวในข้อหาทางอาญาจะต้อง
มีสทิ ธิได้รบั การปล่อยตัว โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนประจ�ำกติกา ICCPR ได้ให้ขอ้ คิดเห็นเพิม่ เติมว่า การคุมขังระหว่าง
การพิจารณาต้องใช้ดลุ พินจิ พิจารณาเฉพาะในแต่ละบุคคล ต้องมีเหตุผลและความจ�ำเป็น อีกทัง้ ค�ำนึงถึงพฤติการณ์ตา่ ง ๆ
เพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันการหลบหนี การยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือการกระท�ำผิดซ�้ำ ศาลต้องหาทางเลือกอื่น
๕๕ ข้อมูลจาก หนังสือส�ำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ด่วนที่สุด ที่ สม ๐๐๐๗/๓๖๓๑ ลงวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ถึง ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการ
ยุติธรรม เรื่อง ขอส่งข้อมูลและความเห็นประกอบการจัดท�ำแผนปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม.
๕๖ พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๖๙ (๖).
๕๗ UN Human Rights Committee (HRC). (2017). CCPR General Comment No. 20: Article 7 (Prohibition of Torture, or Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment
or Punishment), 10 March 1992. Retrieved from www.refworld.org/docid/453883fb0.html
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ | 87
บทที่
๓