แหง a i l aชาติ N nd งา สํานaักtio nal Th นค ณ ยชน m a ะกรรมการสิทธิมนุษ o n of n ssi Hu Rights C om m i ราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้นตามแรงขับทางเศรษฐกิจ ราษฎรชนบทไมอาจตานพลังทุนกวานซื้อที่ดินได จําเปนตองขาย หรือถูกบังคับใหขายที่ดิน ผูที่ไมขายก็จะถูกจัดการดวยอิทธิพลและวิธีการที่ไมสุจริต เชน ออกเอกสารสิทธิทับที่ดิน ของราษฎรจนราษฎรรายเล็กรายนอยตองสูญเสียที่ดินในที่สุด ปญหาซอนเรนจากการออกเอกสารสิทธิที่ดิน ทับที่ดินราษฎรในชนบทปรากฏชัดมากในชวงนี้และมีการฟองรองดําเนินคดีขับไลราษฎรออกจากที่ดินกันมาก ผลพวงจากการเปลี่ ย นแปลงนโยบายการพั ฒ นาที่ เ อื้ อ ระบบทุ น นิ ย ม ยั ง ทํ า ให ห น ว ยงานของรั ฐ อ า งนโยบายการพั ฒ นาเข า ครอบครองที่ ดิ น ของราษฎรที่ ไ ม มี เ อกสารสิ ท ธิ รั บ รองเพื่ อ นํ า ไปปฏิ บั ติ ภ ารกิ จ ตามวัตถุประสงคของหนวยงาน โดยเฉพาะอยางยิ่งหนวยงานดานปาไม การเกษตร และหนวยงานดานความมั่นคง ที่ครอบครองที่ดินไวเปนจํานวนมากโดยมิไดมีการจัดการใชประโยชนใหเปนไปตามวัตถุประสงคที่กลาวอาง เทาใดนัก จึงมักเกิดขอพิพาทในสิทธิที่ดินกับราษฎรทั้งที่อยูเดิมและที่เขาไปอยูใหมอยูเสมอ ประเด็นปญหา ที่เปนหัวขอในการศึกษาครั้งนี้จึงตองการศึกษาปญหาการละเมิดสิทธิที่ดินของราษฎรที่เกิดจากการใชอํานาจ เหนือในการกําหนดนโยบายและกฎหมาย ตลอดจนการกระทําที่ไมสุจริต เอารัดเอาเปรียบ ฉอโกงราษฎร จนเกิดขอพิพาทเปนคดีความและราษฎรรูสึกวากระบวนการยุติธรรมไมใหความเปนธรรมกับเขา 3.2 การออกเอกสารสิทธิครอบครองและใชประโยชนที่ดิน ในอดีตยอนยุคไปถึงสมัยกรุงสุโขทัย ที่ดินเปนกรรมสิทธิ์ของผูที่ออกแรงออกทุนบุกเบิกหักรางถางพง ในที่ดินจนเพาะปลูกไดผลประโยชนแลวและเมื่อเจาของที่ดินตายลง ก็ยอมรับรองใหทายาทบุตรหลานสืบมรดก ตกทอดตอกันไปโดยไมมีการออกหนังสือสําคัญสําหรับที่ดินแตอยางใด ตอมา ในสมัยอยุธยาไดออกกฎหมาย ลักษณะเบ็ดเสร็จเกี่ยวกับที่ไรที่นาเรือกสวนใหที่ดินในแวนแควนกรุงศรีอยุธยาเปนของพระเจาอยูหัว ราษฎร เปนผูถือครองในฐานะผูอาศัยเสียภาษีเสมือนคาเชา หามไมใหซื้อขายซึ่งกันและกัน จึงเริ่มมีการออกใบอนุญาต ที่ ดิ น เพื่ อ ประโยชน ใ นการเก็ บ ภาษี โดยมี ก รมนาเป น ผู  ดู แ ลจั ด ที่ ดิ น ซึ่ ง ยั ง รกร า งเป น ทํ า เลเปล า ให ร าษฎร เขากนสรางใหมีประโยชนและออกโฉนดใหเพื่อเก็บภาษี และในสมัยรัชกาลตอ ๆ มาจนถึงตนยุคกรุงรัตนโกสินทร ก็มีระบบพระราชทานนาใหผูมีบําเหน็จความชอบหรือศักดินา มีการออกหนังสือสําคัญสําหรับที่บานเพื่อแสดง ขอบเขตที่ดินที่ปลูกบานอยูอาศัยและนําไปออกโฉนดได จนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 พบวา การเขาทําประโยชนที่ดิน ราษฎรมักไมขออนุญาต จึงเก็บภาษีขาดไปจึงใหมีการรังวัดที่นาเพื่อเก็บภาษีและออกโฉนดตราแดงเพื่อประโยชน ในการเก็บคานาแตก็ใชสืบทอดมรดกกันไดจนมี พ.ร.บ. ออกโฉนดที่ดินจึงเปลี่ยนตราแดงเปนโฉนดที่ดินทั้งหมด รวมถึงการมีพระราชโองการหามไมใหขายที่ดินภายในพระนครและหางกําแพงนครไมเกิน 200 เนนใหแก คนตางประเทศที่เขามาอยูในประเทศไทยไมถึง 10 ป เวนไดรับอนุญาตจากเสนาบดี แตก็มีประกาศขาย ที่ดินฝากหรือการจํานําที่สวนที่นาแกกันได และตั้งแตรัชกาลที่ 5 เปนตนมา ยังไดมีการออกเอกสารเกี่ยวกับ สิทธิการถือครองที่ดินอีกหลายรูปแบบ เชน โฉนดสวน โฉนดปา ใบเหยียบยํ่า ตราจอง โฉนดตราจอง โฉนดแผนที่ รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง “เพื่อปรับปรุงแกไข นโยบายกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนดานที่ดินและปาไม” 51

Select target paragraph3