โครงการศึกษาวิจัยเพื่อจัดทาข้อเสนอแนะนโยบายหรือมาตรการเพื่อคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของผู้สูงอายุ :11
กรณีการเลือกปฏิบัติในผู้สูงอายุ | 7
1.2. วัตถุประสงค์
โครงการศึกษาวิจัย มีวัตถุประสงค์หลัก 5 เรื่อง ได้แก่
1) การศึ ก ษาและสั งเคราะห์ ข้อ เท็ จจริง สถานการณ์ นโยบาย กฎหมาย มาตรการที่ เกี่ ย วกั บ
ผู้สูงอายุของไทยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลือกปฏิบัติว่า มีความสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศที่
ไทยเป็นภาคีและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างไร
2) การวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาการเลือกปฏิบัติที่เกิดขึ้นจากนโยบาย กฎหมาย มาตรการที่ใช้อยู่
ในปัจจุบันเปรียบเทียบกับพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคีและมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนระหว่าง
ประเทศ รวมทั้งวิเคราะห์ช่องว่างในการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของผู้สูงอายุในกรณีการเลือกปฏิบัติ
3) การจัดทาข้อเสนอแนะนโยบายในการแก้ไขปัญหาและ/หรือมาตรการเชิ งประจักษ์ (Evidencebase) ให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคีและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
สาหรับให้หน่วยงานที่ เกี่ยวข้องนาไปใช้ประโยชน์ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้สูงอายุจาก
การถูกเลือกปฏิบัติ
4) การใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการทางานตามกฎหมายของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติใน
การตรวจสอบเรื่องร้องเรียน การเฝ้าระวังสถานการณ์สิทธิมนุษยชน และการเสนอแนะมาตรการหรือแนวทาง
ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้สูงอายุ
5) การใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน (Base-line) ในการพิจารณาการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของ
ผู้สูงอายุ (Convention on the Rights of Older Persons) ของประเทศไทยในอนาคต เมื่อ มีการประกาศ
รับรองอนุสัญญาฉบับนี้โดยองค์การสหประชาชาติ
1.3 ขอบเขตของการศึกษาวิจยั
การศึกษาวิจัยมีขอบเขตในการศึกษาดังนี้
1) ศึ กษาถึ งสิ ท ธิ ข องผู้ สู งอายุ จ ากตราสารหลั กด้ านสิ ท ธิม นุ ษ ยชนต่ าง ๆ ของสหประชาชาติ แ ละ
กฎหมายในลาดับต่างๆ รวมทั้งนโยบายและมาตรการของประเทศไทย ในการคุ้มครองสิทธิของผู้สูงอายุและ
การเลือกปฏิบัติต่ออายุทั้งทางตรง (Direct discrimination) และทางอ้อม (Indirect discrimination)
2) การศึกษาจากเอกสารทางวิชาการ เอกสารทางราชการ และอื่น ๆ ท���้งในประเทศและต่างประเทศ
รวมทั้งเอกสารขององค์การระหว่างประเทศ เช่น สนธิ สัญญา หรือมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง “สิทธิ
ของผู้สูงอายุ” และ “การเลือกปฏิบัติต่ออายุ”
3) การศึกษาจากข้อมูลที่รวบรวมจากการสารวจความคิ ดเห็ นของกลุ่มตัวอย่างผู้ สูงอายุโดยการใช้
แบบสอบถาม จานวนไม่น้อยกว่า 200 คน จาก 4 จังหวัดที่มีสัดส่วนของประชากรสู งอายุมากที่สุด 4 อันดับ
ของประเทศในปี 2559 ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา เชียงใหม่ และนครศรีธรรมราช การสัมภาษณ์
เชิงลึกจากผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการบริหารงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุ จานวน 20 คน และการระดม
ความคิดเห็นจากผู้ปฏิบัติงานและผู้เชี่ยวชาญในการจัดการงานด้านผู้สูงอายุ จานวน 20 คน