พันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของประชาคมอาเซียน
Human Rights Obligations of the ASEAN Community
พ.ศ. ๒๕๕๕ ด้วยข้อเท็จจริงและข้อพิจารณาดังกล่าว การวิเคราะห์ในบทนี้จึงแยกออกเป็นสามส่วนหลัก โดยส่วนแรก
เป็นการวิเคราะห์ตราสารสิทธิมนุษยชนทีม่ ลี กั ษณะเป็นพันธกรณีทางการเมืองซึง่ เป็นกลุม่ ทีม่ จี ำ� นวนมากทีส่ ดุ ในส่วนทีส่ อง
จะวิเคราะห์ตราสารทีส่ ร้างพันธกรณีทางกฎหมาย และในส่วนสุดท้ายจะวิเคราะห์ขอ้ จ�ำกัดในการจัดท�ำตราสารสิทธิมนุษยชน
ทั้งที่เป็นตราสารทางการเมืองและตราสารทางกฎหมาย
ก่อนเข้าสู���เนื้อหาการวิเคราะห์ จ�ำเป็นต้องสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับนิยามของค�ำที่ใช้ในการวิเคราะห์
ได้แก่ ค�ำว่า “พันธกรณี” และ “ตราสาร” โดยค�ำว่า
• “พันธกรณี” หรือ Obligation หรือ Commitment สื่อถึงข้อผูกมัดหรือหน้าที่ซึ่งอาจเป็นข้อผูกมัด
ที่ก่อให้เกิดผลทางกฎหมาย (มีกลไกทางกฎหมายรองรับกรณีมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อผูกมัดหรือหน้าที่
ดังกล่าว) หรือทางการเมือง (ไม่มีกลไกหรือกระบวนการทางกฎหมายรองรับ แต่อาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาหรือการ
ตอบโต้ทางการเมืองกรณีมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อผูกมัดหรือหน้าที่)
• ส่วนค�ำว่า “ตราสาร” หรือ Instrument เป็นเอกสารที่แสดงออกถึงเจตนารมณ์ของคู่กรณีที่ร่วมจัด
ท�ำตราสาร ทั้งนี้ ตราสารอาจปรากฏได้ในหลายรูปแบบและใช้ชื่อที่แตกต่างกันออกไป เช่น กฎบัตร อนุสัญญา
ปฏิญญา ค�ำประกาศ บันทึก มติ เป็นต้น โดยตราสารทีม่ ผี ลผูกพันทางกฎหมายในทางระหว่างประเทศจะเรียกว่า
“สนธิสญ
ั ญา” หรือ Treaty และมีหลักเกณฑ์กำ� กับในการจัดท�ำ แสดงเจตนาผูกพัน ตีความและบังคับใช้โดยเฉพาะ
ซึ่งจะกล่าวถึงโดยละเอียดในหัวข้อ ๕.๒ ต่อไป
๕.๑ ตราสารทางการเมือง
ดังทีไ่ ด้ระบุในตอนต้นของบทนีแ้ ล้วว่า สาเหตุทตี่ อ้ งเริม่ การวิเคราะห์พนั ธกรณีของอาเซียนด้านสิทธิมนุษยชน
จากกลุ่มตราสารที่แสดงเจตจ�ำนงทางการเมือง (Political instruments) ที่ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายเนื่องจาก
ข้อเท็จจริงที่ว่า ตราสารในกลุ่มนี้มีจ�ำนวนมากกว่าตราสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมายมาก นอกจากนั้น ยังสอดคล้องกับ
ข้อเท็จจริงว่า การพัฒนาตราสารด้านสิทธิมนุษยชนในอาเซียนมีทมี่ าจากการจัดท�ำตราสารทางการเมืองทีน่ ำ� ไปสูก่ ารพัฒนา
ตราสารทางกฎหมายในแต่ละเรื่อง ทั้งนี้ ในการค้นคว้าข้อมูลตราสารสิทธิมนุษยชนในรายงานฉบับนี้จ�ำกัดเฉพาะตราสาร
ที่มีการประกาศหรือรับรอง (Adopt) โดยที่ประชุมสุดยอดผู้น�ำอาเซียน (ASEAN Summit) เท่านั้น เนื่องจากมติของ
ที่ประชุมผู้น�ำถือเป็นเครื่องบ่งชี้เจตจ�ำนงทางการเมืองที่สามารถอ้างอิงได้ต่อประเทศสมาชิก โดยไม่รวมตราสารที่ประกาศ
หรือรับรองโดยองค์กรอื่น ๆ เช่นที่ประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (AMM)43
43
ตราสารทางการเมืองในรูปแบบปฏิญญาที่ออกโดยองค์กรอื่นที่มิใช่ที่ประชุมสุดยอดผู้น�ำอาเซียน โดยเฉพาะที่ประชุมรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงการต่างประเทศหลายกรณีมีผลเป็นการสร้างกลไกและมาตรฐานที่น�ำไปสู่การพัฒนาสิทธิมนุษยชนด้านต่าง ๆ ในอาเซียนได้
เช่นกัน เช่น ปฏิญญาว่าด้วยความก้าวหน้าของสตรีในภูมภิ าคอาเซียน (Declaration of the Advancement of Women in the ASEAN
Region) ซึง่ ได้รบั การรับรองในปี ค.ศ. ๑๙๘๘
ส�ำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
57