5 ธันวาคม 2542 เป็นกติกาที่ก�ำหนดหน้าที่ของรัฐภาคีในการรับรองและประกันสิทธิของบุคคลในด้านต่าง ๆ ได้แก่
สิทธิในการท�ำงานและมีเงื่อนไขการท�ำงานที่เหมาะสมเป็นธรรม สิทธิที่จะก่อตั้งสหภาพแรงงานและสิทธิที่จะหยุดงาน
สิทธิที่จะได้รับสวัสดิการและการประกันด้านสังคม การคุ้มครองและช่วยเหลือครอบครัวสิทธิที่จะมีมาตรฐานชีวิตที่ดี
พอเพียง สิทธิที่จะมีสุขภาวะด้านกายและใจที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้ สิทธิในการศึกษา สิทธิในวัฒนธรรม และประโยชน์
จากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้ รัฐภาคีมีพันธกรณีที่จะด�ำเนินมาตรการต่าง ๆ อย่างเหมาะสม เพื่อท�ำให้
สิทธิเป็นจริงอย่างเต็มที่ตามที่ทรัพยากรมีอยู่ในขณะนั้นและท�ำให้มีความคืบหน้าในอนาคตไปตามล�ำดับ ตามระดับการ
พัฒนาของประเทศ โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุต่าง ๆ ในท�ำนองเดียวกันกับที่ก�ำหนดในกติกา ICCPR
3. อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ ค.ศ. 1966 (Convention on the
Elimination of All Forms of Racial Discrimination: CERD) มีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์
2546 เป็นอนุสัญญาที่มีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองบุคคลหรือกลุ่มบุคคลทางเชื้อชาติจากการถูกเลือกปฏิบัติ เพื่อให้
ได้รับสิทธิต่าง ๆ โดยเท่าเทียม ทั้งสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองและสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
แต่อนุสญ
ั ญาฯ ไม่มผี ลใช้บงั คับกับการปฏิบตั ทิ แี่ ตกต่างระหว่างบุคคลทีเ่ ป็นพลเมืองและไม่ใช่พลเมือง รัฐภาคีอนุสญ
ั ญาฯ
มีพันธกรณีในการก�ำหนดนโยบายและด�ำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ เช่น
การห้ามการโฆษณาชวนเชื่อหรือสร้างความเกลียดชังทางเชื้อชาติ การประกันสิทธิที่เท่าเทียมกันของบุคคลภายใต้
กฎหมาย การเยียวยาบุคคลเมื่อถูกละเมิดสิทธิ การให้ความส�ำคัญต่อมาตรการด้านการศึกษา วัฒนธรรม เพื่อขจัดการ
เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ
4. อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ค.ศ. 1979 (Convention on the
Elimination of All Forms of Discrimination Against Women: CEDAW) มีผลใช้บังคับกับประเทศไทย
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2528 และพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาฯ เกี่ยวกับกระบวนการรับเรื่องร้องเรียน ซึ่งประเทศไทย
ได้ให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 เป็นอนุสัญญาที่มีเจตนารมณ์ในการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างหญิง
และชายในการรับสิทธิต่าง ๆ โดยรัฐภาคีมีพันธกรณีในการด�ำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อห้ามการเลือกปฏิบัติต่อสตรี
ไม่ว่าโดยบุคคลหรือองค์กรใด ๆ รวมถึงการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย แนวปฏิบัติ และทัศนคติที่ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติ
ต่อสตรี การขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในการมีส่วนร่วมทางการเมือง เช่น สิทธิในการเลือกตั้ง และการสนับสนุน
ให้ด�ำรงต�ำแหน่งที่ส�ำคัญ การศึกษา การจ้างงาน การเข้าถึงบริการสุขภาพ ความสัมพันธ์ในครอบครัว ความเป็นอยู่
ทางเศรษฐกิจและสังคมของสตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีในชนบทที่มีบทบาทส�ำคัญในการดูแลเศรษฐกิจของครอบครัว
การคุ้มครองสตรีจากการถูกกระท�ำรุนแรง การลักลอบค้าและการแสวงประโยชน์ทางเพศจากสตรี
บทที่ 1
บทน�ำ
5. อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม
หรือที่ย�่ำยีศักดิ์ศรี ค.ศ. 1984 (Convention Against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading
Treatment or Punishment: CAT) มีผลใช้บังคับกับประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 เป็นอนุสัญญา
ที่มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองบุคคลที่อยู่ภายใต้การควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่รัฐจากการถูกกระท�ำทรมาน โดยรัฐภาคี
ต้องก�ำหนดให้การกระท�ำดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมายและมีโทษที่เหมาะสมกับความรุนแรงของการกระท�ำ
ความผิดดังกล่าว มีการสอบสวนที่เป็นกลางเมื่อมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่รัฐกระท�ำทรมาน และมีมาตรการป้องกันปัญหา
โดยการให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย
6. อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ. 1989 (Convention on the Rights of the Child: CRC) มีผลใช้บังคับ
กับประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2535 และพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญา��� จ�ำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ พิธีสารเลือกรับ
ว่าด้วยการขายเด็ก โสเภณีเด็กและสื่อลามกที่เกี่ยวกับเด็ก ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2549
รายงานผลการประเมินสถานการณ์
ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563
35