ทราบชะตากรรมของผู้ถูกควบคุมตัวได้ว่าจะถูกน�ำตัวไปที่ใดโดยกลุ่มบุคคลใด อันเป็นการกระท�ำที่เสี่ยงต่อการถูกละเมิด สิทธิมนุษยชนประการอื่น อีกทั้งเป็นที่คลางแคลงของสังคมถึงพฤติการณ์ในการควบคุมหรือการจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งการควบคุมตัวหรือการจับกุมบุคคล ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗/๑ ได้บัญญัติคุ้มครองสิทธิ ในการขอให้เจ้าพนักงานแจ้งให้ญาติ หรือผู้ซึ่งถูกจับ หรือผู้ต้องหาไว้วางใจทราบถึงการจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุม ในโอกาสแรก สิทธิในการพบและปรึกษาทนาย สิทธิได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อกับญาติ ฯลฯ มาตรา ๘๓ เจ้าพนักงาน ซึ่งท�ำการจับต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับทราบ หากมีหมายจับให้แสดงต่อผู้ถูกจับ พร้อมทั้งแจ้งสิทธิที่จะไม่ให้การหรือ ให้การก็ได้ สิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความ หรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ สิทธิที่จะให้ญาติหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจทราบถึง การจับกุม ซึ่งสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองจากรัฐ รัฐต้องให้ความส�ำคัญ ต่อกระบวนการและวิธีการในการควบคุมตัวหรือจับกุมบุคคลเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน อีกทั้งรัฐควรที่จะยกเลิก ค�ำสั่ง คสช. ที่ ๓/๒๕๕๘ เพื่อไม่ให้มีการใช้อ�ำนาจอันกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอย่างเช่นที่ผ่านมา การใช้เครื่องพันธนาการ ตามข้อก�ำหนดขั้นต�่ำ ขององค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (United Nations Standard Minimum Rules for the Treatment of Prisoners) (ข้อก�ำหนดแมนเดลา - Mandela Rules) ปี ๒๕๕๘ ข้อ ๔๗ ก�ำหนดห้ามเครือ่ งพันธนาการใด ๆ ในลักษณะ ที่ย�่ำยีศักดิ์ศรีหรือก่อให้เกิดความเจ็บปวด แต่สามารถใช้ เพื่ อ ป้ อ งกั น การหลบหนี ใ นระหว่ า งเคลื่ อ นย้ า ยผู ้ ต ้ อ งขั ง แต่ จ ะต้ อ งถอดออกเมื่ อ ผู ้ ต ้ อ งขั ง ปรากฏตั ว ต่ อ หน้ า ศาล หรื อ เจ้ า พนั ก งานฝ่ า ยบริ ห าร อย่ า งไรก็ ต าม เครื่ อ ง พั น ธนาการอาจใช้ ไ ด้ เ ฉพาะเมื่ อ รู ป แบบการควบคุ ม อย่ า งอื่ น ที่ รุ น แรงน้ อ ยกว่ า ใช้ ไ ม่ ไ ด้ ผ ลในการป้ อ งกั น ความเสี่ ย ง ที่ อ าจเกิ ด ขึ้ น หากไม่ มี ก ารพั น ธนาการจ� ำ กั ด ความเคลื่ อ นไหว วิ ธี พั น ธนาการจะต้ อ งมี ลั ก ษณะก้ า วร้ า วรุ น แรงน้ อ ย ที่ สุ ด เท่ า ที่ จ� ำ เป็ น และสมเหตุ ผ ลแก่ ก ารควบคุ ม การเคลื่ อ นไหวของผู ้ ต ้ อ งขั ง ทั้ ง นี้ ขึ้ น อยู ่ กั บ ระดั บ และลั ก ษณะ ความเสีย่ งทีอ่ าจเกิดขึน้ เครือ่ งพันธนาการจะต้องใช้ได้เฉพาะในระยะเวลาทีก่ ำ� หนดเท่านัน้ และให้มกี ารปลดเครือ่ งพันธนาการ ออกโดยเร็วเมื่อความเสี่ยงเนื่องจากการไม่พันธนาการจ�ำกัดการเคลื่อนไหวหมดสิ้นไปแล้ว และในพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช ๒๔๗๙ ได้ก�ำหนดห้ามมิให้ใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องขัง เว้นแต่เมื่อถูกคุมตัวไปนอกเรือนจ�ำ เจ้าพนักงาน ผู้มีหน้าที่ควบคุมเห็นเป็นการสมควรที่จะต้องใช้เครื่องพันธนาการจะเห็นได้ว่า กฎหมายไทยให้อ�ำนาจเจ้าหน้าที่ในการ ใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องขังได้หากต้องน�ำตัวออกไปนอกเรือนจ�ำ แต่การใช้เครื่องพันธนาการมีผลต่อกระทบต่อสิทธิ ของบุคคล เพื่อให้การปฏิบัติโดยค�ำนึงถึงสิทธิมนุษยชน หากผู้ต้องขังไม่ได้มีพฤติการณ์ที่จะหลบหนีหรือไม่มีพฤติการณ์ที่จะ ก่ออันตรายแก่ตนเองหรือบุคคลอื่นอาจจะไม่ใช้เครื่องพันธนาการ หรือหากจ�ำเป็นต้องใช้ควรที่จะมีการปกปิดที่มิดชิด เช่น เอาผ้าคลุมปกปิดเครื่องพันธนาการเพื่อป้องกันผู้ต้องหาหรือจ�ำเลยรู้สึกว่าถูกประจาน เป็นต้น ๓.๓ สิทธิในความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ๓.๓.๑ หลักการสิทธิมนุษยชน แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องสิทธิในความเป็นส่วนตัว (Privacy Rights) ในความเป็นอยู่ในครอบครัว เคหสถาน การติดต่อสื่อสาร ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Right - ICCPR) ข้อ ๑๗ ให้การรับรองว่า บุคคลจะถูก แทรกแซงความเป็นส่วนตัว ครอบครัว เคหสถาน หรือการติดต่อสือ่ สารโดยพลการหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ และจะถูก ลบหลูเ่ กียรติและชือ่ เสียงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ ทัง้ นี้ บุคคลทุกคนมีสทิ ธิทจี่ ะได้รบั ความคุม้ ครองตามกฎหมายมิให้ถกู รายงานผลการประเมินสถานการณ์ 84 ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๕๙

اختر الفقرة المستهدفة3

الاتصال بفقرة
Connect to an entity
Disable highlights
أضف إلى جدول المحتويات