กลุ่มนักปกป้องสิทธิมนุษยชน สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติให้ความเห็นชอบกับสาระของปฏิญญาว่าด้วยสิทธิและความรับผิดชอบของปัจเจกบุคคล กลุม่ บุคคล และองค์กรของสังคมในการส่งเสริมและคุม้ ครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขัน้ พืน้ ฐาน หรือเป็นทีร่ จู้ กั ในนามของ ปฏิญญาว่าด้วยผูพ้ ทิ กั ษ์สทิ ธิมนุษยชน หรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึง่ หมายถึง บุคคลทีส่ ง่ เสริมและต่อสูเ้ พือ่ ให้เกิดการคุม้ ครอง และตระหนักถึงสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขัน้ พืน้ ฐาน โดยยังคงพบสถานการณ์ทเี่ กิดขึน้ กับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และครอบครัว ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ได้แก่ • การถูกคุกคาม ข่มขู่ การถูกฟ้องร้องด�ำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน (Strategic Litigation Against Public Participation : SLAPP) โดยมักจะใช้ขอ้ หาหมิน่ ประมาทโดยการโฆษณาและการน�ำข้อมูล เข้าสูร่ ะบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวในการที่จะออกมาแสดงความคิดเห็นหรือเผยแพร่ความคิดเห็น ต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น • การบังคับสูญหาย (enforced disappearance) ซึ่งมีการสอบสวนและน�ำคดีขึ้นสู่ชั้นศาลไม่มากนัก รวมทั้ง มีหลายคดีทผี่ กู้ ระท�ำความผิดยังไม่ได้รบั การลงโทษ ครอบครัวและญาติไม่ได้รบั การแจ้งข้อมูลความคืบหน้าในการด�ำเนินการใด ๆ • ข้อจ�ำกัดของการเยียวยาความเสียหาย โดยมีแต่การให้ความช่วยเหลือด้านการเงินและด้านทนายความ ทั้งนี้ ได้มีการน�ำเสนอ (ร่าง) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระท�ำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. .... เพื่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ในขณะที่รัฐให้ความส�ำคัญกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยการรายงาน ทบทวนสถานการณ์สทิ ธิมนุษยชนของประเทศไทย ภายใต้กระบวนการ UPR รอบที่ ๒ คณะรัฐมนตรีมมี ติให้คำ� รับรองในส่วน ทีเ่ กีย่ วข้องกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทีเ่ สนอโดยประเทศต่าง ๆ รวมทัง้ กระทรวงยุตธิ รรม โดยกรมคุม้ ครองสิทธิและเสรีภาพ ได้แสดงความมุ่งมั่นในการบรรจุประเด็นเกี่ยวกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนไว้ใน (ร่าง) แผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ ๔ กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ในช่วงทศวรรษทีผ่ า่ นมา สังคมไทยมีพฒ ั นาการของการยอมรับอัตลักษณ์ ความหลากหลาย และการแสดงออกทางเพศ เพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยจะพบพัฒนาการทั้งในด้านการก�ำหนดค�ำเรียกในเอกสารราชการ หลักฐานการเกณฑ์ทหาร และอื่น ๆ ทั้งนี้ กสม. พบสถานการณ์สิทธิมนุษยชนใน ๕ มิติส�ำคัญ คือ • มิตกิ ารกระท�ำหรือการก�ำหนดให้เป็นความผิดในด้านกฎหมาย นโยบาย หรือบทบัญญัตติ า่ ง ๆ ทีเ่ กีย่ วข้อง ยังพบ ลักษณะของการตีความหรืออาจจะเป็นช่องทางทีน่ ำ� มาใช้ตคี วามในส่วนทีเ่ กีย่ วข้อง ซึง่ ส่งผลต่อการเลือกปฏิบตั ใิ นทางหนึง่ ทางใด อาทิ พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งมุ่งคุ้มครองทั้งหญิง ชาย และผู้มีการแสดงออก ที่แตกต่างจากเพศโดยกําเนิดจากการถูกเลือกปฏิบัติทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ยังมิได้มุ่งคุ้มครองเฉพาะผู้หญิงและผู้มีความ หลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ นอกจากนี้ การตรวจสอบ การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ยังเปิดช่องให้มีการเลือกปฏิบัติได้ โดยยกเว้นให้กับการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผล ตามหลักการทางศาสนา หรือเพือ่ ความมัน่ คงของปร��เทศ เพือ่ ขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บคุ คลสามารถใช้สทิ ธิและเสรีภาพ ได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น หรือเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัย • มิตกิ ารกระท�ำหรือการก�ำหนดให้เป็นการตีตราหรือเหมารวม โดยพบว่ามีการตีตราและการคุกคามทางเพศและ การกระท�ำความรุนแรงต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในสถานการณ์ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สื่อมวลชนยังคง ผลิตซ�้ำภาพต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในลักษณะเหมารวม มีความแตกต่างจากคนทั่วไป • มิตกิ ารยอมรับทางกฎหมายทีม่ กี ารแสดงวิถที างเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ พบว่า มีกฎหมายทีม่ กี ารแสดงวิถที าง เพศ และอัตลักษณ์ทางเพศอยูบ่ า้ ง แต่กย็ งั ไม่ครอบคลุมในภาพรวม รวมถึงยังไม่มกี ารปรับปรุง แก้ไข กฎ ระเบียบและข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด • มิตกิ ารยอมรับหรือการอยูร่ ว่ มกับวิถวี ฒ ั นธรรมอืน่ ๆ ในส่วนทีเ่ กีย่ วกับการแสดงวิถที างเพศ และอัตลักษณ์ทางเพศ ทีแ่ ตกต่างหลากหลาย พบว่าบุคคลทีแ่ สดงวิถที างเพศ และอัตลักษณ์ทางเพศสามารถด�ำเนินวิถชี วี ติ และประกอบอาชีพ หรือได้รบั รายงานผลการประเมินสถานการณ์ 23 ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี ๒๕๕๙

اختر الفقرة المستهدفة3