2.1.2 ความเป็นอิสระ (Independence) สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่มีประสิทธิภาพจะต้องสามารถปฏิบัติงานอย่างเป็นอิสระจากรัฐ พรรคการเมือง และองค์กร อื่น ๆ เพื่อให้เกิดความเป็นอิสระนั้น สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอาจต้องมีองค์ประกอบดังนี้ ก ข ความเป็นอิสระในการปฏิบัติงานตามกฎหมาย การยกร่างกฎหมายจะต้องก�ำหนดให้สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สามารถท�ำงานได้เป็นอิสระภายใต้ข้อก�ำหนดของกฎหมายนั้น โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ในการเป็นอิสระจากรัฐบาล ซึ่งจะท�ำได้โดยให้สถาบันสิทธิมนุษย ชนแห่งชาติรายงานโดยตรงต่อรัฐสภา ความเป็นอิสระในการบริหารงบประมาณ การเชื่อมโยงระหว่างความเป็นอิสระในการบริหารงบประมาณและการปฏิบัติงานเป็นจุดแข็งส�ำหรับสถาบัน สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เนือ่ งจากจะต้องเป็นองค์กรทีไ่ ม่มกี ารควบคุมด้านการเงินผ่านกระทรวงและหน่วยงานของ รัฐบาลอื่น ๆ หากเป็นไปได้ ที่มาและลักษณะของการจัดสรรงบประมาณส�ำหรับสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติควรมีการ ก�ำหนดไว้ในกฎหมายจัดตั้งของสถาบันฯ การร่างบทบัญญัติดังกล่าวควรด�ำเนินการในแง่มุมที่จะท�ำให้มั่���ใจว่า สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะมีงบประมาณเพียงพอที่จะปฏิบัติหน้าที่พื้นฐานของตน ยกตัวอย่างเช่น สถาบัน อาจจะได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเรื่องการร่างงบประมาณประจ�ำปีของตน ซึ่งจะเสนอไปยังรัฐสภาโดยตรง เพื่อขออนุมัติ แต่จะต้องมีการรายงานผลงานตามเงื่อนไขที่ก�ำหนดไว้อย่างเข้มงวด ทั้งนี้ งบประมาณของสถาบัน สิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะต้องไม่เชื่อมโยงกับงบประมาณของกระทรวงหรือภาคส่วนอื่นของรัฐ นอกจากนั้น งบประมาณของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ควรมีความมั่นคงเพียงพอที่จะไม่มีการตัดสินใจหรือการกระท�ำ อย่างเป็นทางการใด ๆ ที่จะส่งผลต่อการจัดสรรงบประมาณของ สถาบันฯ ทั้งนี้ ความเป็นอิสระในการบริหารงบประมาณจะเป็น สิง่ ทีส่ ำ� คัญอย่างยิง่ โดยเฉพาะหากสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีกระบวนการในการพิจารณาเรื่องร้องเรียน หรือความสามารถ ในการให้ค�ำปรึกษาแก่รัฐบาล เนื่องจากการด�ำเนินการใด ๆ อาจ ส่งผลต่อความเชือ่ มต่อทางการเงินระหว่างสถาบัน ฯ กับกระทรวง หรือหน่วยงานเฉพาะของรัฐซึ่งอาจจะก่อให้เกิดการขัดกันของ ผลประโยชน์ (conflicts of interest) ได้ 36 มาตรฐานและแนวทางการด�ำเนินงานของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

اختر الفقرة المستهدفة3