ส�ำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ในด้านสินค้าและบริการ การเลือกปฏิบัติในมิติของบริการภาครัฐกรณีการศึกษา กรณีการให้นมบุตรจากอกแม่
(Breastfeeding) การเลือกปฏิบัติในกรณีการคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) การคุกคาม (Harassment) ใน
ความหมายที่กว้างกว่าการคุกคามทางเพศ การสื่อสารที่ท�ำให้เกิดความเกลียดชัง (Hate Speech) การเลือกปฏิบัติด้าน
สินค้าและบริการต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุตาบอดสี กรณีการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุอัตลักษณ์ทางเพศ
(Gender Identity) กับการเข้าห้องน�้ำ การเลือกปฏิบัติในมิติเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหาร กรณีการเลือกปฏิบัติเกี่ยวกับ
สินค้าหรือบริการส�ำหรับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ เป็นต้น
ผลการวิจัย ที่ส�ำคัญสรุปได้ดังนี้
หลักความเสมอภาคหรือหลักความเท่าเทียมกัน (Equality Principle)
จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบโครงสร้างของรัฐธรรมนูญไทยและต่างประเทศในส่วนที่เกี่ยวกับการวางหลัก
ความเสมอภาคหรือความเท่าเทียมกัน อาจจ�ำแนกรูปแบบและโครงสร้างของรัฐธรรมนูญในการบัญญัติหลักความ
เท่าเทียมกันได้ ๓ รูปแบบ ดังนี้
• รูปแบบแรก ก�ำหนดจ�ำแนกหลักความเท่าเทียมกัน ออกเป็น ๓ กรณี คือ ความเสมอภาคหรือความ
เท่าเทียมกันทั่วไป ความเสมอภาคเฉพาะเรื่อง และหลักห้ามเลือกปฏิบัติ เช่น เยอรมัน ไทย ฟินแลนด์
• รูปแบบที่สอง ก�ำหนดจ�ำแนกหลักความเท่าเทียมกัน ออกเป็น ๒ กรณี คือ ความเสมอภาคหรือความ
เท่าเทียมกัน และหลักการห้ามเลือกปฏิบัติ โดยมิได้จ�ำแนกความเสมอภาคเฉพาะเรื่องออกจากความ
เสมอภาคทั่วไป
• รูปแบบที่สาม ไม่ระบุถึงหลักความเสมอภาคหรือหลักความเท่าเทียมไว้ โดยมีเพียงก�ำหนดหลักการ
“ห้ามเลือกปฏิบัติ” เช่น สวีเดน
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม (Unfair / Unjust Discrimination)
ตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายเฉพาะของไทยหลายฉบับ ได้มีการใช้ค�ำว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่
เป็นธรรม” ซึ่งท�ำให้เกิดประเด็นปัญหาว่า การใช้ค�ำดังกล่าวสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศเพียงใด และ
กฎหมายต่างประเทศมีรปู แบบการก�ำหนดถ้อยค�ำดังกล่าวอย่างไร จากการศึกษากฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
และกฎหมายต่างประเทศ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ในการบัญญัติห้ามการเลือกปฏิบัตินี้ มีรูปแบบการบัญญัติกฎหมาย
และการใช้ถ้อยค�ำที่แตกต่างกัน แต่ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์และหลักการเช่นเดียวกัน คือ การจ�ำแนกระหว่าง “การกระท�ำที่
ต้องห้ามตามกฎหมาย” และ “การกระท�ำทีไ่ ม่ตอ้ งห้ามตามกฎหมาย” ซึง่ อาจจ�ำแนกออกเป็นรูปแบบการบัญญัตกิ ฎหมาย
๔ ลักษณะ ดังนี้
๑. ก�ำหนดเรียกการปฏิบัติที่แตกต่างกัน อันต้องห้ามตามกฎหมายว่า “การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม”
(Unfair Discrimination) และก�ำหนดเรียกการปฏิบัติที่แตกต่างกันแต่มีเหตุผลอันสมควรตามที่กฎหมายก�ำหนดว่า
“การเลือกปฏิบัติที่เป็นธรรม” ดังเช่นกรณีกฎหมายแอฟริกาใต้
8