กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
จากกรอบแนวคิดความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านเหตุแห่งการเลือกปฏิบตั ิ และมิตขิ องการเลือก
ปฏิบัติ จะเห็นได้ว่า เมื่อมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติที่แตกต่างกัน (Distinction / Differentiation) เกิดขึ้น และ
น�ำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวิเคราะห์ภายใต้กรอบของกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ซึง่ ประกอบด้วยปัจจัยทัง้ สอง
ดังกล่าวนั้น จะท�ำให้สามารถจ�ำแนกว่ากรณีใดเป็นกรณีของการเลือกปฏิบัติโดยตรง หรือการเลือกปฏิบัติโดยอ้อม
หรืออาจไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ การวิจัยนี้ขยายกรอบแนวคิดดังกล่าวออกไปอีก เนื่องจากกฎหมายระหว่าง
ประเทศและกฎหมายต่างประเทศยังได้มกี ารก�ำหนดหลักเกณฑ์ตา่ ง ๆ เพือ่ พิจารณาว่าการปฏิบตั นิ นั้ เป็นเพียงการปฏิบตั ิ
แตกต่างกันอันสามารถท�ำได้ หรือเป็นการเลือกปฏิบตั ซิ งึ่ ขัดต่อกฎหมาย โดยหลักเกณฑ์ดงั กล่าวมีตวั อย่างเช่น หลักขอบ
แห่งดุลพินิจ (Margin of Appreciation) การชั่งน�้ำหนักกับผลประโยชน์อื่น มาตรการยืนยันสิทธิเชิงบวก (Affirmative
Action) เป็นต้น
เมือ่ พิจารณาตามกรอบแนวคิดทีข่ ยายความออกมานี้ ท�ำให้สามารถจ�ำแนกสภาพข้อเท็จจริงหรือ
การปฏิบัติที่มีปัญหาว่าจะเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่นั้น ได้ ๒ กรณี คือ
การปฏิบัตินั้นเป็นการปฏิบัติที่แตกต่างกัน แต่ยังไม่เข้าองค์ประกอบของการเลือกปฏิบัติตาม
กฎหมายสิทธิมนุษยชน
การปฏิบัตินั้นเป็นการปฏิบัติที่แตกต่างกัน และเข้าองค์ประกอบของการเลือกปฏิบัติตามกฎหมาย
สิทธิมนุษยชน ซึ่งโดยหลักแล้ว การปฏิบัติที่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ (Discrimination) นี้ จัดเป็น
การปฏิบัติที่ขัดต่อหลักความเสมอภาคหรือความเท่าเทียมกัน
ด้วยเหตุนี้ ประเด็นปัญหาส�ำคัญอันจะท�ำการศึกษาต่อไปก็คอื เมือ่ มีการปฏิบตั ทิ แี่ ตกต่างกันขัดต่อ
หลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนแล้ว กฎหมายภายในของประเทศไทยมีการก�ำหนดหลักเกณฑ์เกีย่ วกับการปฏิบตั แิ ตกต่างกัน
ซึ่งถือเป็น “การเลือกปฏิบัติ” อย่างไรบ้าง รวมทั้งเกิดประเด็นค�ำถามส�ำหรับการวิจัยนี้อีกหลายประเด็น เช่น กฎหมาย
ที่มีผลบังคับอยู่ในปัจจุบันมีความเหมาะสมและเพียงพอแล้วหรือไม่กับการน�ำมาปรับใช้เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ที่ได้รับ
การปฏิบัติแตกต่างอันจัดอยู่ในความหมายของการเลือกปฏิบัติ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ บุคคลนั้นไม่ได้รับความเสมอภาค
หรือเท่าเทียมกันนั่นเอง โดยสามารถจ�ำแนกศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นในมิติต่าง ๆ ของการเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ ยังมี
ประเด็นเกีย่ วกับรูปแบบของกฎหมายเกีย่ วกับการห้ามเลือกปฏิบตั แิ ละส่งเสริมหลักความเท่าเทียมกันในประเทศต่าง ๆ
ว่ามีรูปแ��บ ลักษณะ องค์ประกอบ อย่างไร และกฎหมายไทยที่มีผลบังคับใช้อยู่นั้น จัดอยู่ในรูปแบบใด และควรมีการ
ปรับปรุงพัฒนาอย่างไรหรือไม่
จากกรอบแนวคิดการวิจัยดังกล่าวข้างต้น อาจน�ำมาสร้างกรอบการศึกษาภายใต้ปัจจัยต่าง ๆ ที่
เกี่ยวข้อง ดังจะเห็นได้จากแผนภาพดังต่อไปนี้
33