กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ ๒. ก�ำหนดเรียกการปฏิบตั ทิ แี่ ตกต่างกัน อันต้องห้ามตามกฎหมายว่า “การเลือกปฏิบตั ทิ มี่ ชิ อบด้วยกฎหมาย” (Unlawful Discrimination) และก�ำหนดเรียกการปฏิบัติที่แตกต่างกันแต่มีเหตุผลอันสมควรตามที่กฎหมายก�ำหนด ว่า “การเลือกปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมาย” ดังเช่นกรณีกฎหมายออสเตรเลีย ๓. ก�ำหนดเรียกการปฏิบัติที่แตกต่างกัน อันต้องห้ามตามกฎหมายว่า “การกระท�ำที่เป็นการเลือกปฏิบัติ” (Discriminatory Practice) และก�ำหนดเรียกการปฏิบัติที่แตกต่างกันแต่มีเหตุผลอันสมควรตามที่กฎหมายก�ำหนด ว่า “การกระท�ำที่ไม่ใช่การกระท�ำอันเป็นการเลือกปฏิบัต”ิ (It is not a discriminatory practice) ดังเช่นกรณี กฎหมายแคนาดา ๔. ก�ำหนดเรียกการปฏิบตั ทิ แี่ ตกต่างกัน อันต้องห้ามตามกฎหมายว่า “การเลือกปฏิบตั ”ิ (Discrimination) และก�ำหนดเรียกการปฏิบัติที่แตกต่างกันแต่มีเหตุผลอันสมควรตามที่กฎหมายก�ำหนด หรือไม่เข้าองค์ประกอบ เงือ่ นไขของการเลือกปฏิบตั ทิ ตี่ อ้ งห้ามตามกฎหมายว่า “การปฏิบตั ทิ แี่ ตกต่างกัน” (Differentiation หรือ Differential Treatment) ดังเช่นแนวค�ำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสิงคโปร์ หรือกฎหมายประเทศฟินแลนด์ สวีเดน เป็นต้น ส�ำหรับกรณีของไทยนั้นอาจเทียบเคียงได้กับรูปแบบที่ ๑ อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยมีข้อสังเกตว่า การใช้ค�ำ “การ เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม” ในบริบทของกฎหมายไทยมีลักษณะที่แตกต่างจากการใช้ค�ำดังกล่าวในประเทศที่มี กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติเป็นกฎหมายเฉพาะในลักษณะของกฎหมายกลางที่ครอบคลุมการเลือกปฏิบัติในมิติ ต่าง ๆ เช่น แคนาดา ฟินแลนด์ สวีเดน เป็นต้น นอกจากนี้ กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศมีการจ�ำแนกระหว่าง การปฏิบัติที่แตกต่างกัน (Differential Treatment หรือ Distinction) ซึ่งไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย กับ “การเลือก ปฏิบัติ” (Discrimination) ที่ต้องห้ามตามกฎหมาย โดยมิได้ใช้ค�ำว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม” แต่อย่างใด เนื่องจากหากการปฏิบัติแตกต่างกันนั้นไม่อาจอ้างเหตุที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก็จะถือว่าเป็นการ “เลือกปฏิบัติ” ซึ่งมี นัยที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ในตัวเอง ด้วยเหตุนี้ หากไทยมีการบัญญัตกิ ฎหมายห้ามเลือกปฏิบตั ใิ นลักษณะกฎหมายกลางดังเช่นประเทศต่าง ๆ ทีม่ ี กฎหมายลักษณะนี้ ก็ควรจะมีการใช้ถ้อยค�ำให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่าง��ระเทศและกฎหมาย ประเทศต่าง ๆ เพื่อจ�ำแนกความแตกต่างระหว่าง (ก) การเลือกปฏิบัติตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่มีขอบเขตเฉพาะการปฏิบัติที่แตกต่างกันอันเกี่ยวเนื่องจาก เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติต่าง ๆ และ (ข) การเลือกปฏิบัติในบริบทของกฎหมายอื่น เช่น กฎหมายปกครอง ซึ่งมีความหมายกว้างกว่าและไม่จ�ำกัด เฉพาะการปฏิบัติแตกต่างกันด้วยเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติเท่านั้น ขอบเขตของการเลือกปฏิบัติในกรอบกฎหมายสิทธิมนุษยชน ผลการวิจัยพบว่า การใช้ค�ำ “เลือกปฏิบัติ” สะท้อนถึงความหมายหลายนัย ในหลายบริบท หากพิจารณา ในกรอบของกฎหมายสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีปัจจัยส�ำคัญประกอบการพิจารณา ได้แก่ เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติ และมิติ ของการเลือกปฏิบัติ ประกอบกับปัจจัยอื่น เช่น มาตรการยืนยันสิทธิเชิงบวก หลักการชั่งน�้ำหนักกับผลประโยชน์อื่น หลักความได้สัดส่วนแล้ว พบว่า ในหลายกรณีที่มีประเด็นว่าเกิด “การเลือกปฏิบัติ” นั้น อาจไม่อยู่ในขอบเขตการ 9

اختر الفقرة المستهدفة3