87
รายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และรายงานผลการปฏิบัติงานประจำ�ปี ๒๕๕๕
ส�ำหรับการด�ำเนินการในเรื่องนี้ กสม. อยู่ระหว่างการติดตามการด�ำเนินนโยบาย เพื่อให้
โครงการมุ่งเน้นประโยชน์สูงสุดต่อเด็กเป็นส�ำคัญ
(๒.๒) กรณีการรับแป๊ะเจี๊ยะหรือเงินบริจาค
กระทรวงศึกษาธิการได้แถลงแนวนโยบายเกี่ยวกับการรับนักเรียนเข้าเรียนในสถานศึกษา
โดยจะเปิดห้องรับเด็กฝากโดยเฉพาะ และได้เปลี่ยนชื่อจาก “เงินแป๊ะเจี๊ยะ” เป็น “เงินบริจาค” และต่อไป
สถานศึกษาแห่งไหนมีงบประมาณที่กระทรวงศึกษาธิการจัดให้ไม่พอก็ให้รับเงินบริจาค โดยเปิดห้องเรียน
ส�ำหรับการนี้เพิ่มเติม
กสม. ได้ ใ ห้ ค วามเห็ น ต่ อ นโยบายดั ง กล่ า วเผยแพร่ ท างสื่ อ มวลชนว่ า การใช้ ค� ำ ว่ า
“เงินบริจาค” แทนค�ำว่า “เงินแป๊ะเจี๊ยะ” นั้น ในทางปฏิบัติการได้เข้าเรียนสัมพันธ์กับเงินที่บริจาคหรือไม่
ถ้าใช่ก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามหลักการสิทธิมนุษยชน เพราะนโยบายดังกล่าวเป็นการตัดโอกาสเด็ก
ที่มีความสามารถ แต่ฐานะทางเศรษฐกิจไม่เอื้อในการเข้าเรียน เพราะต้องถูกกันที่นั่งเรียนไว้ส�ำหรับเด็กที่มี
เงินบริจาค ซึ่งถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมโดยเหตุความแตกต่างทางเศรษฐกิจ จึงขัดแย้งกับ
รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ วรรคสาม การที่รัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๔๙ วรรคแรก ประกอบกับมาตรา ๑๐
วรรคแรก และมาตรา ๑๓ (๑) แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้บัญญัติรับรองว่า
บุคคลมีสิทธิเสมอกันในการศึกษาไม่น้อยกว่า ๑๒ ปี โดยรัฐมีหน้าที่จัดให้โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย และนั่นย่อม
หมายความว่า รัฐต้องสนับสนุนงบประมาณในการจัดการศึกษาดังกล่าวอย่างเพ���ยงพอ มิใช่ให้โรงเรียน
ไปเรียกเก็บจากผู้ปกครองอีก เพราะงบประมาณไม่เพียงพอ โดยในมาตรา ๔๙ วรรคสอง ยังได้เน้นย�้ำว่า
แม้เป็นผู้ยากไร้หรืออยู่ในสภาวะยากล�ำบาก รัฐก็มีหน้าที่ต้องจัดให้ได้รับสิทธิในการศึกษาโดยเท่าเทียมกับ
บุคคลอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
ประกอบกับนโยบายเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพของกระทรวงศึกษาธิการ ก็เป็นการ
จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายของรัฐ โดยครอบคลุมค่าใช้จ่าย ๕ รายการ
ได้แก่ ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่ากิจกรรมการพัฒนา
คุณภาพผู้เรียน ซึ่งหากรัฐจัดงบประมาณสนับสนุนค่าใช้จ่ายดังกล่าวครบถ้วนจริง ก็ไม่น่าจะมีค่าใช้จ่ายใดๆ
ที่จะต้องเปิดห้องเรียนขอค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครอง เพื่อแลกกับการที่เด็กได้เข้าเรียนอีก
นอกจากนี้ ยังเห็นว่าเป็นนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี
ได้แก่ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ ๒๐ (๑) ที่บัญญัติรับรองสิทธิของเด็กในอันที่จะได้รับ
การศึกษาโดยให้เปล่า อย่างน้อยในระดับประถมศึกษาและการศึกษาขั้นพื้นฐาน และอนุสัญญาว่าด้วย
สิทธิเด็ก ข้อ ๓ (๑) และข้อ ๒๘ (ก) ที่บัญญัติให้รัฐภาคีต้องค�ำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นอันดับแรก
และได้รับการศึกษาบนพื้นฐานของโอกาสที่เท่าเทียมกันโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อีกทั้งแนวนโยบายของ
กระทรวงศึกษาธิการเช่นนี้ ยังไม่สอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ (๑)
และ (๓) ในการสนับสนุนและพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา ซึ่งต้องด�ำเนินการภายใต้หลัก
ความเสมอภาค
اختر الفقرة المستهدفة3
الاتصال بفقرة
Connect to an entity
Disable highlights
أضف إلى جدول المحتويات