รายงานการศึกษาวิจัย การเลือกปฏิบัติในการประกอบอาชีพของผูติดเชื้อเอชไอวี V ที่คนสวนใหญประสงคจะถือวามีความเบี่ยงเบน สงผลใหบุคคลสูญเสียชื่อเสียง ไมนาไววางใจ หรือเกิดความอับอาย ตลอดจนทําใหบุคคลนั้นรูสึกวาคุณคาตัวตนลดลงในสายตาของสังคม บุคคลที่ไดรับตราบาปหรือถูกตีตราบาปจะ เกิดความรูสึกวา ตนมีความแตกตางจากผูอื่นอยางที่ไมพึงประสงค (Undesirable difference) ทั้งนี้ คุณลักษณะที่ จะถูกตีตราบาปดังกลาวขึ้นอยูกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่คนจํานวนมากในสังคมนั้น ๆ มีอํานาจเปน ผูกําหนดขึ้น ซึ่งความหมายของตราบาปเนนไปที่มุมมองของสังคมที่อางอิงจากบรรทัดฐานทางสังคมหลอหลอม รวมกันเปนความรูสึกที่แยกแยะความตาง (difference) หรือ ความเบี่ยงเบน (deviance) สงผลใหบุคคลเกิด การตอตานจากสังคม โดยผูที่ถูกตีตราบาปจะถูกมองจากคนในสังคมวาเปนผูที่มี “ลักษณะเดนที่ทําใหเกิดการ เสื่อมเสีย” (Spoiled Identity)2 บุคคลมีแนวโนมที่จะถูกสังคมตีตรา มีลักษณะ 3 ประการ ไดแก (1) มีความผิดปกติทาง กายภาพ เชน รางกายพิการหรือดอยความสามารถ (2) มีความเบี่ยงเบนทางดานวัฒนธรรมหรือกฎเกณฑมาตรฐาน ของสังคม เชน คนที่มีความผิดปกติทางจิต คนติดยา หรือผูมีพฤติกรรมรักรวมเพศ และ (3) มีความแตกตาง ทางเผาพันธุ เชื้อชาติ ชนชั้น ศาสนา เชน ชนกลุมนอย การตีตราเปนการใหความหมายทางสังคมที่สงผลตอการรับรูของบุคคลในทางลบ การรับรูนี้ อาจเปนสิ่งที่สัมผัสไดหรืออาจจะสัมผัสไมได บุคคลที่มีลักษณะพึงประสงคจะรูสึกอยูเหนือกวา (Superior) สวนบุคคลที่มีลักษณะไมพึงประสงคจะรูสึกตํ่าตอย (Inferior) กระบวนการตีตราบาปจึงเปนผลจากการเปรียบ เทียบทางสังคม ทําใหเกิดการแบงแยกและการลดคุณคา การตีตราจึงเปนตนทางของปญหาการเลือกปฏิบตั ทิ ตี่ ามมา 1.2.2 สาเหตุของการเลือกปฏิบัติและการตีตราตอผูติดเชื้อเอชไอวี Richard Parker et.al. ชีใ้ หเห็นวา สาเหตุสาํ คัญของการตีตราและการเลือกปฏิบตั ขิ องผูต ดิ เชือ้ เอชไอวี นอกจากจะมาจากการถูกจัดประเภทวาไมปกติ ทั้งในแงของพฤติกรรมทางเพศที่ผิดไปจากคนทั่วไป เชื้อชาติ (เชน มายาคติทางเชื้อชาติเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศของคนผิวดํา) และชนชั้น (คนจนมีความเสี่ยงในการ ติดเชื้อมากกวาคนรวย) แลว ยังมาจากความหวาดกลัวการติดเชื้อและอาการของโรคดวย สาเหตุของการตีตราและ เลือกปฏิบัติเหลานี้ มักมีความเชื่อมโยงและสงอิทธิพลซึ่งกันและกัน และยิ่งทําใหปญหาการตีตราและเลือกปฏิบัติ หยั่งรากลงไปมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเขาเรียกวงจรนี้วา เปนวงจรอุบาทวของการตีตราและเลือกปฏิบัติตอผูติดเชื้อ (the vicious circle of stigma and discrimination) ซึ่งเกิดขึ้นสืบเนื่องกัน ดังนี้ ขั้นแรก เนื่องจากการติดเชื้อเอชไอวีมักเกี่ยวของกับกลุมหรือผูที่มีพฤติกรรมที่ผิดไปจาก คนสวนใหญในสังคม บุคคลที่ติดเชื้อมักจะถูกตั้งขอสันนิษฐานวา เปนคนชายขอบของสังคมและอาจจะถูกตีตรา ในสิ่งที่พวกเขาไมเคยเปน เชน บางครั้งผูชายอาจจะเกรงวา การเปดเผยวาตนติดเชื้อเอชไอวีจะทําใหถูกมองวา ตนเองเปนกลุมรักรวมเพศ หรือผูหญิงก็อาจจะไมอยากเปดเผยเพราะเกรงจะถูกมองวาเปนผูหญิงสําสอน เปนกลุม คาบริการ ขั้นที่สอง การตีตราและการเลือกปฏิบัติเปนการซํ้าเติมอาการของผูติดเชื้อมีความเสี่ยง มากกวาเดิม ทําใหพวกเขายิ่งถูกตีตราและกีดกันมากยิ่งขึ้น 2 Erving Goffman. Stigma : Note on the Management of Spoiled Identity. Harmondsworth: Penguins Book, 1963 อางถึงใน นิฮาฟซา หะยีวา เงาะ, ทัศนคติเกีย่ วกับโรคเอดสและการตีตราทางสังคม :กรณีศกึ ษาชุมชนมุสลิมในจังหวัดปตตานี, วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต สาขาพัฒนามนุษย และสังคม (สหสาขาวิชา) บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2555, หนา 18-19.

اختر الفقرة المستهدفة3