รายงานการศึกษาวิจัย การเลือกปฏิบัติในการประกอบอาชีพของผูติดเชื้อเอชไอวี ในสวนของกลไกการคุมครอง พบวา พระราชบัญญัติ DDA ไมไดมีบทบัญญัติใหอํานาจตัวแทนหรือ หนวยงานเพื่อดําเนินการสืบสวนตรวจสอบแทนผูเสียหายจากการเลือกปฏิบัติ เพื่อบังคับใหผูกระทําผิดปฎิบัติตาม กฎหมาย นอกจากนี้ ในการรองทุกขในระดับรัฐบาลกลางกฎหมายบัญญัติใหตองทําการรองทุกขตอคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแหงเครือรัฐออสเตรเลียกอน (compulsory conciliation) โดยไมอาจยื่นคํารองทุกขตอศาลได โดยตรง อยางไรก็ดี มีขอเสนอเพิ่มเติมวาควรเปดโอกาสใหผูเสียหายสามารถเลือกวิธีการยื่นคํารองตอศาลได โดยตรง โดยไมตองผานกระบวนการของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกอนซึ่งเปนการแกไขปญหาความซํ้าซอนและ ความลาชาจากกระบวนการการรองทุกขสองชั้น หรืออาจพิจารณาการสรางทางเลือกในระบบการระงับขอพิพาท นอกเหนือจากวิธีการประนีประนอมขอพิพาท อาทิ การไกลเกลี่ย หรืออนุญาโตตุลาการ เพื่อเปนทางเลือกเพิ่มเติม ใหกับผูเสียหายในการเขาถึงกลไกการรองทุกข เมื่อพิจารณากลไกการคุมครองในระดับศาล พบวายังมีอุปสรรคที่สําคัญที่ทําใหกลไกการคุมครอง ทํางานอยางไมมีประสิทธิภาพ เนื่องจากกลไกของศาลยังมีความลาชาอยูมาก นอกจากนั้น ในการพิจารณากรณี การเลือกปฏิบัติในศาลพบวา กฎหมายมิไดอนุญาตใหหนวยงาน องคกรภาคประชาสังคม หรือสหภาพแรงงาน เปนผูฟองแทนผูเสียหาย ซึ่งในประเด็นนี้ ถือวามีความสําคัญตอกรณีผูเสียหายจากการถูกเลือกปฏิบัติ รวมตลอดถึง ผูติดเชื้อเอชไอวีดวย ทั้งนี้ เพราะการเปนตัวแทนดําเนินการฟองหรือรองทุกขแทนโดยองคกรดังกลาวทําให กระบวนการรองทุกขมีระบบ และเปนสวนสงเสริมใหผูเสียหายตัดสินใจทําการรองทุกขจากการถูกเลือกปฏิบัติ มากขึ้น เพราะบางกรณีผูเสียหายอาจไมตองการเปดเผยตัว เนื่องจากความหวาดกลัวตอการตกเปนเหยื่อซํ้าสอง (re-victimisation) ประเด็นสําคัญประการสุดทาย คือ บทลงโทษ ซึ่งภายใตกฎหมายปจจุบันกําหนดใหศาลหรือ คณะกรรมการวินิจฉัยคดีไมมีอํานาจในการลงโทษทางอาญา หรือการเยียวยาที่เปนการปองกันหรือแกไข นอกจาก จะมีคําสั่งใหชดเชยคาเสียหายเพื่อเยียวยาการกระทําอันเปนการเลือกปฏิบัติเทานั้น44 แนวนโยบายดานการแกไขปญหาเกี่ยวกับโรคเอดส : แนวปฏิบัติที่ดี รัฐบาลแหงเครือรัฐออสเตรเลีย โดยกรมสุขภาพและผูสูงอายุ ในฐานะหนวยงานรับผิดชอบหลัก ในการนํานโยบายตาง ๆ ในการแกไขปญหาดานเอดสไปปฏิบัติ อาจกลาวไดวา รัฐบาลแหงเครือรัฐออสเตรเลีย มีเจตจํานงในการแกปญหาเกี่ยวกับโรคเอดสอยางจริงจังและตอเนื่อง ปจจุบันรัฐบาลไดกําหนดใหมีการดําเนิน กิจกรรมตามยุทธศาสตรดานเอดสแหงชาติฉบับที่ 6 ครอบคลุมระยะเวลาระหวางป 2553 - 2556 ยุทธศาสตร ดังกลาวไดกําหนดแนวทางและนโยบายเพื่อแกไขปญหาดานเอดส อาทิ มาตรการปองกัน การตรวจเพื่อหา เชื้อเอชไอวี และการดูแลรักษา โดยมุงเนนที่การทํางานรวมกับภาคีผูมีสวนเกี่ยวของ อาทิ ชุมชน สถาบันวิจัย นักวิชาการดานการแพทย กรมสุขภาพ ทั้งในระดับเครือรัฐ และรัฐตาง ๆ ยุทธศาสตรดานเอดสแหงชาติใหความสําคัญกับมาตรการแกไขปญหาในประเด็นดังตอไปนี้ มาตรการ ปองกัน การตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวี การรักษาพยาบาล กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและการ��จัดการ เลื อ กปฏิ บั ติ ต  อ ผู  ติ ด เชื้ อ เอชไอวี ก ารควบคุ ม ดู แ ล และการวิ จั ย ยุ ท ธศาสตร ด  า นเอดส แ ห ง ชาติ ยั ง ได กํ า หนด 44 HIV/AIDS Legal Centre, Consolidation of Commonwealth Anti-Discrimination Laws, February 2012, visited http://halc.org.au/ wp-content/uploads/2013/04/Consolidation-of-Discrimination-legislation.pdfและ Attorney-General’s Department, Consolidation of Commonwealth Anti–Discrimination Laws - Discussion Paper, September 2011, visited http://www.ag.gov.au/ Consultations/Documents/ConsolidationofCommonwealthanti-discriminationlaws/Consolidation%20of%20Commonwealth%20 Anti-Discrimination%20Laws.pdf 23

اختر الفقرة المستهدفة3